
เสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรม ใครมีสิทธิ์ได้รับมรดก? ถอดลำดับทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
“พอพ่อแม่ไม่อยู่ พี่น้องก็ทะเลาะกัน”
“สามีเสียชีวิต แต่ญาติทางสามีมาทวงมรดก”
“เราอยู่กินกันมา 20 ปี ไม่ได้จดทะเบียน เรามีสิทธิ์อะไรบ้างไหม?”
นี่คือสถานการณ์จริงที่เจ็บปวดและเกิดขึ้นในแทบทุกครอบครัว เมื่อการสูญเสียมาถึงโดยที่ผู้ตายไม่ได้วางแผนมรดกหรือ “ทำพินัยกรรม” เอาไว้ค่ะ
ความเข้าใจที่ว่า “ทรัพย์สินก็ต้องตกเป็นของลูกเมียอยู่แล้ว” อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดในทางกฎหมาย เมื่อไม่มี “พินัยกรรม” ซึ่งเปรียบเสมือน “คำสั่งสุดท้าย” ของผู้ตาย กฎหมายจะต้องก้าวเข้ามาทำหน้าที่จัดสรรปันส่วนทรัพย์สินทั้งหมดทันที โดยใช้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและตายตัว กฎเกณฑ์นี้เรียกว่า “ทายาทโดยธรรม”
บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดและชัดเจนที่สุดว่า หากบุคคลอันเป็นที่รักของคุณเสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรม กฎหมายจะจัดลำดับและแบ่งมรดกให้ใครบ้าง เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของตนเอง และเตรียมรับมือกับสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปค่ะ
มรดกมี 2 ประเภท: เมื่อมีพินัยกรรม vs. ไม่มีพินัยกรรม
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การรับมรดกตามกฎหมายไทยมีเพียง 2 ทางเท่านั้นค่ะ
- การรับมรดกในฐานะ “ผู้รับพินัยกรรม” (Testate Succession):คือกรณีที่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ ไม่ว่าจะเขียนเองหรือพิมพ์ที่สำนักงานเขต หากพินัยกรรมนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ทรัพย์สินจะต้องถูกแบ่งตาม “เจตนา” ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นหลัก ทายาทที่ถูกระบุชื่อในพินัยกรรมจะได้สิทธิ์ก่อน
- การรับมรดกในฐานะ “ทายาทโดยธรรม” (Intestate Succession):คือกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ได้แก่
- ผู้ตาย “ไม่ได้ทำ” พินัยกรรมไว้เลย
- ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้น “เป็นโมฆะ” (เช่น ทำผิดแบบ, พยานขาดคุณสมบัติ)
- พินัยกรรมมีผลบังคับใช้แค่บางส่วน (ส่วนที่เหลือก็ต้องมาแบ่งตามกฎหมาย)
บทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่กรณีที่ 2 ค่ะ เมื่อไม่มีพินัยกรรม กฎหมายจะไม่สนใจว่าผู้ตายรักใครมากน้อยแค่ไหน แต่จะใช้การจัดลำดับญาติที่ชัดเจนเข้ามาตัดสินทันที
“ทายาทโดยธรรม” คือใคร? เปิด 6 ลำดับญาติ และ 1 คนพิเศษ
“ทายาทโดยธรรม” คือทายาทที่มีสิทธิ์รับมรดกตามกฎหมาย (อ้างอิง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629) ซึ่งกฎหมายได้จัดลำดับ “ความใกล้ชิด” ไว้ 6 ลำดับ และมี 1 คนพิเศษที่อยู่นอกลำดับ แต่มีสิทธิ์เสมอ นั่นคือ “คู่สมรส” ค่ะ
6 ลำดับทายาทที่เป็นญาติ
- ลำดับที่ 1: ผู้สืบสันดาน (คือ ลูก, หลาน, เหลน, ลื่อ… ไล่สายตรงลงไป)
- ลูก: หมายถึงลูกที่ชอบด้วยกฎหมาย (ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรส, ลูกที่พ่อจดทะเบียนรับรองบุตร, หรือลูกบุญธรรมที่จดทะเบียนถูกต้อง)
- ลูกนอกสมรส (ที่พ่อไม่ได้รับรอง): มีสิทธิ์รับมรดกแม่ แต่ไม่มีสิทธิ์รับมรดกพ่อ เว้นแต่พ่อจะจดทะเบียนรับรองหรือมีพฤติการณ์รับรองโดยชัดแจ้ง
- ลำดับที่ 2: บิดามารดา
- เฉพาะบิดามารดาที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” ของผู้ตายเท่านั้น (กรณีบิดา ต้องมีการจดทะเบียนสมรสกับมารดา หรือจดทะเบียนรับรองบุตร)
- ลำดับที่ 3: พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (พ่อแม่เดียวกัน)
- ลำดับที่ 4: พี่น้องร่วมบิดา หรือ ร่วมมารดาเดียวกัน (พ่อหรือแม่คนเดียวกัน หรือ “ลูกติด” ของพ่อแม่)
- ลำดับที่ 5: ปู่ ย่า ตา ยาย
- ลำดับที่ 6: ลุง ป้า น้า อา
1 คนพิเศษ (ที่อยู่นอก 6 ลำดับ)
- คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
คู่สมรสถือเป็น “ทายาทโดยธรรม” ประเภทพิเศษ ที่มีสิทธิ์รับมรดก “ร่วมกับ” ทายาทลำดับญาติข้างต้นเสมอ แต่จะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่นั้น มีกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน (ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไปค่ะ)
กฎเหล็ก 3 ข้อ ของการแบ่งมรดกให้ “ทายาทโดยธรรม”
เมื่อเราเห็นลำดับทายาททั้ง 6+1 แล้ว กฎหมายมีหลักการแบ่งที่ชัดเจน 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ:
กฎข้อที่ 1: “ญาติสนิท ตัด ญาติห่าง”
นี่คือกฎที่สำคัญที่สุดค่ะ (มาตรา 1630) หมายความว่า “ถ้ายังมีทายาทในลำดับที่ 1 อยู่ ทายาทในลำดับที่ 3, 4, 5 และ 6 จะไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกเลย”
- ตัวอย่าง: นาย ก. ตาย (ไม่มีพินัยกรรม) มีมรดก 10 ล้าน มีทายาทคือ “ลูก” (ลำดับ 1) และ “พี่ชาย” (ลำดับ 3)
- ผล: ลูก (ลำดับ 1) จะได้รับมรดกไปทั้งหมด 10 ล้านบาท พี่ชาย (ลำดับ 3) จะถูก “ตัดสิทธิ์” และไม่ได้อะไรเลย
ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว: กฎนี้มีข้อยกเว้นสำหรับ ลำดับที่ 2 (บิดามารดา) ค่ะ
กฎหมายบัญญัติไว้ว่า “บิดามารดา (ลำดับ 2) ยังมีสิทธิ์ได้รับมรดกพร้อมกับ ผู้สืบสันดาน (ลำดับ 1) เสมอ”
- ตัวอย่าง (ข้อยกเว้น): นาย ก. ตาย มีมรดก 10 ล้าน มีทายาทคือ “ลูก” (ลำดับ 1) และ “พ่อแม่” (ลำดับ 2)
- ผล: มรดก 10 ล้าน จะต้องถูกแบ่งระหว่าง ลูก และ พ่อแม่ (ในสัดส่วนเท่าๆ กัน) ไม่มีใครตัดสิทธิ์ใครค่ะ
กฎข้อที่ 2: ลำดับเดียวกัน แบ่งเท่ากัน
ถ้าทายาทในลำดับเดียวกันมีหลายคน ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่ง “เท่ากัน”
- ตัวอย่าง: ผู้ตายมี “ลูก 3 คน” (ลำดับ 1) มรดกจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน
กฎข้อที่ 3: “การรับมรดกแทนที่” (Right of Representation)
กรณีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อทายาทในลำดับที่ 1, 3, 4, 5 หรือ 6 “เสียชีวิตไปก่อน” เจ้ามรดก แต่ทายาทที่เสียไปนั้น “มีลูก”
กฎหมายให้สิทธิ์ “ลูก” ของทายาทคนนั้น มารับมรดกแทนพ่อแม่ของตนเองที่เสียไปได้
- ตัวอย่าง: คุณปู่ตาย คุณปู่มีลูก 2 คน คือ นาย A และ นาง B
- สถานการณ์ปกติ: นาย A และ นาง B ได้มรดกคนละ 50%
- สถานการณ์รับแทนที่: ถ้า “นาย A” (ลูก) เกิดเสียชีวิตไปก่อน “คุณปู่” (เจ้ามรดก) แต่นาย A มีลูกชาย (หลานของคุณปู่)
- ผล: เมื่อคุณปู่ตาย มรดก 50% ที่นาย A ควรจะได้รับ จะถูกส่งต่อไปให้ “หลาน” (ลูกของนาย A) เป็นผู้รับแทนค่ะ ส่วนนาง B ก็ยังได้รับ 50% ของตนเองตามปกติ
ส่วนแบ่งของ “คู่สมรส”: เรื่องซับซ้อนที่ต้องรู้
สำหรับ “คู่สมรสที่จดทะเบียน” นี่คือประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดมากที่สุดค่ะ การแบ่งมรดกสำหรับคู่สมรสมี 2 ขั้นตอนเสมอ:
ขั้นตอนที่ 1: แบ่ง “สินสมรส” ก่อน (สำคัญมาก!)
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต ทรัพย์สินที่เป็น “สินสมรส” (คือทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ “ระหว่าง” สมรส) จะต้องถูก “แบ่งครึ่ง” ทันที
- ครึ่งแรก (50%) เป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในฐานะเจ้าของร่วม ไม่ใช่มรดก)
- ครึ่งที่สอง (50%) กลายเป็น “กองมรดก” ของผู้ตาย
ส่วน “สินส่วนตัว” (เช่น ที่ดินที่พ่อแม่ให้มา, เงินเก็บก่อนแต่งงาน) ทั้งหมดของผู้ตาย จะถูกนำไปรวมใน “กองมรดก” ด้วย
ดังนั้น กองมรดกที่แท้จริง = สินส่วนตัวทั้งหมด + สินสมรสครึ่งหนึ่งของผู้ตาย
ขั้นตอนที่ 2: แบ่ง “กองมรดก” ที่เหลือ
หลังจากได้ “กองมรดก” ที่แท้จริงมาแล้ว (จากขั้นตอนที่ 1) คู่สมรสจะมีสิทธิ์ “รับมรดก” ในกองนี้อีกครั้ง โดยจะได้รับส่วนแบ่งร่วมกับทายาทลำดับญาติ (มาตรา 1635) ดังนี้:
- ถ้ามีทายาทลำดับ 1 (ลูก/หลาน):คู่สมรสจะได้รับส่วนแบ่ง “เท่ากับลูก 1 คน”
- ตัวอย่าง: ผู้ตายมี ภรรยา + ลูก 2 คน (รวมเป็น 3 คน) กองมรดกจะถูกแบ่ง 3 ส่วน ภรรยาได้ 1 ส่วน, ลูกคนแรกได้ 1 ส่วน, ลูกคนที่สองได้ 1 ส่วน
- ถ้าไม่มีลำดับ 1 (ไม่มีลูก) แต่มีลำดับ 2 (พ่อแม่) หรือ ลำดับ 3 (พี่น้องแท้ๆ):คู่สมรสจะได้รับมรดกไป “กึ่งหนึ่ง” (50%)
- ตัวอย่าง: ผู้ตายมี ภรรยา + พ่อแม่ (ไม่มีลูก) กองมรดก 10 ล้าน ภรรยาจะได้ 5 ล้านบาท ส่วนพ่อแม่ (2 คน) จะได้อีก 5 ล้านบาทไปแบ่งกันค่ะ
- ถ้าไม่มีลำดับ 1, 2, 3 แต่มีลำดับ 4, 5, หรือ 6 (พี่น้องต่างแม่, ปู่ย่า, ลุงป้า):คู่สมรสจะได้รับมรดกไป “สองในสาม” (2/3)
- ถ้าไม่มีทายาทลำดับ 1-6 เลย:คู่สมรสจะได้รับมรดก “ทั้งหมด 100%”
ตัวอย่างสถานการณ์จริง (Case Studies)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองดูตัวอย่างเหล่านี้ค่ะ:
เคสที่ 1: ผู้ตายมีภรรยา (จดทะเบียน), ลูก 2 คน และพ่อแม่ยังมีชีวิต
- ผู้ตายมีสินส่วนตัว 1 ล้าน, สินสมรส 10 ล้าน
- แบ่งสินสมรสก่อน: ภรรยาได้ไป 5 ล้านบาท (ในฐานะเจ้าของ)
- กองมรดกที่เหลือ: 5 ล้าน (สินสมรสครึ่งหนึ่ง) + 1 ล้าน (สินส่วนตัว) = 6 ล้านบาท
- แบ่งกองมรดก: กรณีนี้มีทายาท “ลำดับ 1 (ลูก)” และ “ลำดับ 2 (พ่อแม่)” และ “คู่สมรส”
- กฎคือ ลำดับ 1 (ลูก) และ ลำดับ 2 (พ่อแม่) มีสิทธิ์รับพร้อมกัน (กฎข้อ 1 ข้อยกเว้น)
- และกฎคือ คู่สมรสจะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับลูก (กฎข้อ 2 ของคู่สมรส)
- ผล: กองมรดก 6 ล้าน จะถูกแบ่งให้ (ลูก 2 คน) + (พ่อแม่ 2 คน) + (ภรรยา 1 คน) = แบ่ง 5 ส่วนเท่าๆ กัน (คนละ 1.2 ล้านบาท)
เคสที่ 2: ผู้ตาย (โสด) ไม่มีลูก แต่มีพ่อแม่ และมีพี่ชาย
- ผู้ตายมีมรดก 5 ล้าน
- แบ่งมรดก: มีทายาท “ลำดับ 2 (พ่อแม่)” และ “ลำดับ 3 (พี่ชาย)”
- ใช้กฎ “ญาติสนิทตัดญาติห่าง”: เมื่อมีลำดับ 2 (พ่อแม่) อยู่ ลำดับ 3 (พี่ชาย) จะถูกตัดสิทธิ์ทันที
- ผล: พ่อและแม่ ได้รับมรดกไปคนละ 2.5 ล้านบาท พี่ชายไม่ได้อะไรเลย
เคสที่ 3: “คู่ชีวิต” (ไม่จดทะเบียน)
- ผู้ตายอยู่กินกับคู่ชีวิตมา 20 ปี มีทรัพย์สินหามาด้วยกัน 10 ล้าน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และไม่มีพินัยกรรม
- สถานะทางกฎหมาย: “คู่ชีวิต” ที่ไม่ได้จดทะเบียน “ไม่ถือเป็นทายาทโดยธรรม” และไม่มีสิทธิ์ในฐานะคู่สมรสตามกฎหมายมรดกเลย
- ผล: มรดก 10 ล้านนั้น จะตกเป็นของทายาทลำดับ 1-6 ของผู้ตาย (เช่น พ่อแม่ หรือ พี่น้อง ของผู้ตาย) ทั้งหมด
- ทางสู้ (ที่ยาก): คู่ชีวิตอาจต้องฟ้องร้องเพื่อพิสูจน์ว่าเป็น “เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม” (ไม่ใช่ในฐานะมรดก) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยากลำบากมากค่ะ
สรุปสาระสำคัญ: อย่าปล่อยให้กฎหมายตัดสินใจแทนคุณ
การเสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรม จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย “ทายาทโดยธรรม” ทันที ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญดังนี้
- กฎหมายมีลำดับชัดเจน: 6 ลำดับญาติ + 1 คู่สมรส
- ญาติสนิทตัดญาติห่าง: ถ้ามีลูก (ลำดับ 1) ญาติลำดับ 3-6 จะถูกตัดสิทธิ์ทันที (ยกเว้นพ่อแม่ ลำดับ 2 ที่ยังได้พร้อมลูก)
- คู่สมรสต้องจดทะเบียน: หากไม่จดทะเบียน คุณ “ไม่มีสิทธิ์” ในฐานะทายาทโดยธรรมเลย
- สินสมรสต้องแบ่งก่อน: คู่สมรสมีสิทธิ์ในสินสมรสครึ่งหนึ่งเสมอ ก่อนที่จะเริ่มแบ่งกองมรดก
การแบ่งมรดกตามกฎหมายนั้น “แข็งทื่อ” และไม่สนใจความสัมพันธ์ในชีวิตจริงของผู้ตายเลย กฎหมายไม่รู้ว่าลูกคนไหนดูแลคุณ หรือญาติคนไหนที่ไม่เคยมาเหลียวแล
ดังนั้น “พินัยกรรม” จึงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพียงชิ้นเดียว ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต จะถูกส่งต่อไปยังคนที่คุณ “ตั้งใจ” อยากให้จริงๆ และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการ “ป้องกัน” ความขัดแย้งในครอบครัวหลังวันที่คุณจากไปค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: บุตรบุญธรรม (ที่จดทะเบียนถูกต้อง) มีสิทธิ์รับมรดกหรือไม่คะ?
A: มีสิทธิ์เต็มที่ค่ะ กฎหมายถือว่า “บุตรบุญธรรม” ที่จดทะเบียนรับรองถูกต้อง เป็น “ผู้สืบสันดาน” เหมือนลูกแท้ๆ ทุกประการ จัดอยู่ในทายาทลำดับที่ 1 และมีสิทธิ์รับมรดกของบิดามารดาบุญธรรม แต่ในขณะเดียวกัน บุตรบุญธรรมจะไม่สูญเสียสิทธิ์ในการรับมรดกของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเดิมด้วยค่ะ
Q2: ถ้าทายาทโดยธรรมตกลงแบ่งกันเอง ไม่ตรงตามกฎหมาย ได้หรือไม่?
A: ทำได้ค่ะ หากทายาททุกคนที่มีสิทธิ์รับมรดก (ตามลำดับที่กฎหมายกำหนด) ยินยอมพร้อมใจ “สละส่วนแบ่ง” ของตนเอง หรือ “ตกลงแบ่งปันกันใหม่” (เช่น พี่ยอมให้น้องมากกว่า) ก็สามารถทำได้ โดยมักจะทำเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” หรือ “บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันทรัพย์มรดก” ซึ่งควรทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือมีทนายความร่างให้ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตค่ะ
Q3: ถ้าญาติพี่น้องทะเลาะกัน ตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นคนจัดการ ต้องทำอย่างไร?
A: นี่คือจุดที่ต้องพึ่งศาลค่ะ หากทายาทไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นคนรวบรวมทรัพย์สินและหนี้สิน ทายาทผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง (หรือหลายคน) จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอ “แต่งตั้งผู้จัดการมรดก” ศาลจะเป็นผู้ไต่สวนและมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมที่สุด (อาจเป็นทายาทคนหนึ่ง หรือเจ้าหน้าที่) มาทำหน้าที่นี้ เพื่อให้การแบ่งมรดกสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามกฎหมายค่ะ


