
สวัสดีค่ะ ทนายภัสวรินท์ จาก ลักซ์ลอว์ แอนด์ เอสเตท นะคะ
ในบรรดาคดีความที่ดินทั้งหมด ดิฉันกล้าพูดได้เลยค่ะว่า ไม่มีข้อพิพาทไหนที่สร้าง “ความเครียด” และ “ความอึดอัดใจ” ได้เท่ากับ “ข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน” อีกแล้ว
โดยเฉพาะปัญหาคลาสสิกอย่าง “เพื่อนบ้านสร้างรั้วล้ำที่!”
แค่ที่ดินหายไปไม่กี่ตารางนิ้ว อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง มันคือการสูญเสียมูลค่าทรัพย์สิน คือความรู้สึกของการถูกเอาเปรียบ และที่สำคัญคือ มันคือ “ปัญหา” ที่คุณต้องเห็นทุกวันหน้าบ้านของคุณเอง
ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดีค่ะ… ในตอนแรก คุณอาจจะพยายาม “พูดคุยดีๆ” แล้ว คุณอาจจะลอง “เจรจา” ด้วยเหตุผลแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการเพิกเฉย การปฏิเสธ หรือแม้แต่การท้าทาย จนสถานการณ์มาถึงจุดที่เรียกว่า “เจรจาไม่จบ”
เมื่อการพูดคุยฉันท์มิตรไม่เป็นผล หลายท่านก็มาถึงทางตัน ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร จะปล่อยไว้ก็เสียเปรียบ จะรื้อเองก็กลัวเป็นคดีอาญา
อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ! ในฐานะทนายความที่ดูแลคดีที่ดินโดยตรง ดิฉันขอยืนยันว่าเมื่อ “การเจรจา” ล้มเหลว สิ่งที่คุณต้องใช้คือ “ความจริง” และ “ขั้นตอนทางกฎหมาย” ที่ถูกต้อง
บทความนี้ ดิฉันจะอธิบายอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ว่าเมื่อการเจรจาไม่จบ คุณต้องทำอย่างไรต่อ ตั้งแต่การหา “หลักฐานชี้ขาด” อย่างการรังวัดสอบเขต ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการ “ดำเนินคดี” เพื่อปกป้องสิทธิ์ในที่ดินของคุณกลับมาค่ะ
ทำความเข้าใจ “ข้อพิพาทแนวเขต” ทำไมถึงปล่อยไว้ไม่ได้?
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนทางกฎหมาย ดิฉันอยากให้คุณเข้าใจก่อนว่า ทำไมการถูกรุกล้ำเพียง “ไม่กี่นิ้ว” หรือ “ไม่กี่ฟุต” จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ “ปล่อยไว้ไม่ได้”
1. คุณกำลังสูญเสีย “มูลค่าทรัพย์สิน”
ที่ดินคือสินทรัพย์ ราคาที่ดินคิดกันเป็น “ตารางวา” การที่คุณเสียที่ดินไป 1 ตารางวา อาจหมายถึงเงินหลายหมื่นหรือหลายแสนบาทที่หายไปจากมูลค่าบ้านของคุณ
2. มันจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ในอนาคต
วันที่คุณต้องการขายบ้านหลังนี้ หรือต้องการส่งต่อให้ลูกหลาน เมื่อมีการรังวัดเพื่อซื้อขาย ปัญหานี้จะถูกเปิดขึ้นมาทันที และผู้ซื้ออาจใช้เป็นข้ออ้างในการขอลดราคาอย่างมหาศาล หรือยกเลิกการซื้อขายไปเลยก็ได้
3. ความเสี่ยงทางกฎหมายที่ซับซ้อน (ครอบครองปรปักษ์)
แม้การ “ครอบครองปรปักษ์” (การแย่งชิงกรรมสิทธิ์) จะต้องมีองค์ประกอบ 5 ข้อและใช้เวลาถึง 10 ปี แต่การที่คุณ “นิ่งเฉย” ปล่อยให้เขารุกล้ำนานๆ โดยไม่คัดค้าน ก็อาจถูกนำไปเป็นข้ออ้างในการต่อสู้คดีของอีกฝ่ายในอนาคตได้ค่ะ การปกป้องสิทธิ์ของคุณในวันนี้ คือการตัดไฟแต่ต้นลม
ขั้นตอนที่ 1: “ตั้งสติ” และ “ห้าม” ทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด!
เมื่อการเจรจาล้มเหลว อารมณ์โกรธและอึดอัดคือเรื่องปกติ แต่สิ่งที่คุณ “ห้ามทำ” เด็ดขาด มีดังนี้ค่ะ
- ❌ ห้ามรื้อถอนหรือทำลายรั้วของเขาเอง: แม้ว่ามันจะอยู่ในที่ดินของคุณ แต่การที่คุณไปรื้อถอน ทำลายทรัพย์สินของเขา คุณอาจกลายเป็นผู้ต้องหาใน “คดีอาญา” ข้อหาทำให้เสียทรัพย์เสียเอง เรื่องจะบานปลายทันทีค่ะ
- ❌ ห้ามสร้างรั้วใหม่ “คร่อม” หรือ “ชน” รั้วเดิม: การกระทำเชิงยั่วยุจะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท และทำให้การแก้ปัญหาด้วยกฎหมายยากขึ้น
- ❌ ห้ามด่าทอหรือใช้กำลัง: ไม่มีประโยชน์ และอาจทำให้คุณถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทหรือทำร้ายร่างกายได้
สิ่งที่ “ควรทำ” ในตอนนี้ คือการหยุดเจรจาด้วยอารมณ์ และเริ่มรวบรวม “เอกสาร” ที่สำคัญที่สุดของคุณ นั่นคือ “โฉนดที่ดิน (ครุฑแดง น.ส. 4)” ฉบับของคุณค่ะ
ขั้นตอนที่ 2: การหา “ความจริงที่เป็นกลาง” – การรังวัดสอบเขต
เมื่อการเจรจาด้วยวาจาล้มเหลว เราต้องเปลี่ยนไปคุยกันด้วย “หลักฐาน” ค่ะ และหลักฐานชิ้นเดียวที่ทั้งคุณ เพื่อนบ้าน และ “ศาล” ต้องยอมรับ คือ ผลการรังวัดจากเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน
การ “รังวัดสอบเขต” หรือ “รังวัดพิพาท” (Boundary Survey) คือการที่คุณยื่นเรื่องต่อกรมที่ดิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาทำการวัดที่ดินของคุณใหม่ทั้งหมด และ “ปักหมุด” ชี้แนวเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายให้ชัดเจน
ทำไมขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด?
- เพราะนี่คือ “จุดเริ่มต้น” ของกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมด
- คุณไม่สามารถไปฟ้องศาลลอยๆ ว่า “รู้สึกว่าเขาล้ำ” ได้ คุณต้องมีหลักฐานว่า “เขาล้ำจริง” และล้ำเข้ามาเท่าไหร่
- ผลรังวัดคือ “ความจริงที่เป็นกลาง” (Objective Truth) ที่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างของคุณหรือของเขา แต่เป็นผลการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐค่ะ
วิธีการยื่นขอรังวัดสอบเขต (ทำอย่างไร?)
- เตรียมเอกสาร: นำโฉนดที่ดินตัวจริง (หรือสำเนาที่ชัดเจน) บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของคุณ
- ยื่นคำขอ: ไปที่ “สำนักงานที่ดิน” ประจำท้องที่ที่ที่ดินของคุณตั้งอยู่ แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า “ขอรังวัดสอบเขต” หรือ “รังวัดพิพาทแนวเขต”
- นัดหมายและชำระค่าธรรมเนียม: เจ้าหน้าที่จะให้คุณกรอกคำขอ นัดวัน (ซึ่งอาจต้องรอคิว) และแจ้งค่าใช้จ่าย (ค่าธรรมเนียมราชการ, ค่าปักหมุด, ค่าเดินทางเจ้าหน้าที่)
- การส่งหนังสือแจ้ง (สำคัญมาก!): กรมที่ดินจะออกหนังสือ “แจ้ง” ไปยัง “เจ้าของที่ดินข้างเคียง” (คือเพื่อนบ้านคู่กรณีของคุณ) เพื่อให้เขาทราบว่าจะมีการรังวัดในวันดังกล่าว และเชิญเขามาระวังชี้แนวเขตของตนเอง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นใน “วันรังวัด” (3 สถานการณ์)
ในวันที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินมาทำการรังวัด จะเกิดเหตุการณ์ได้ 3 รูปแบบค่ะ
สถานการณ์ A: (ดีที่สุด) เพื่อนบ้านมา และ “ยอมรับ” แนวเขต
ถ้าเจ้าหน้าที่ชี้แนวเขตใหม่ และพบว่าเขาล้ำเข้ามาจริง แล้วเขายอมรับโดยดี เจ้าหน้าที่จะให้ทั้งสองฝ่ายลงนามรับรองแนวเขตนั้น และคุณสามารถใช้เอกสารนี้ในการเจรจาให้เขารื้อถอนต่อไปได้ (ถือว่าจบลงด้วยดีค่ะ)
สถานการณ์ B: (พบบ่อย) เพื่อนบ้านมา แต่ “ไม่ยอมรับ” แนวเขต
นี่คือ “การโต้แย้งสิทธิ์” อย่างเป็นทางการค่ะ เจ้าหน้าที่จะทำการปักหมุดตามข้อเท็จจริงที่วัดได้ และจะบันทึกในรายงานว่า “คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้” หรือ “คู่กรณีคัดค้านแนวเขต”
อย่ากังวลค่ะ นี่คือสิ่งที่เราต้องการ!
เพราะ “แผนที่” และ “รายงาน” ของเจ้าหน้าที่ฉบับนี้ จะกลายเป็น “พยานหลักฐานชิ้นเอก” ของคุณในชั้นศาล ว่าคุณได้พยายามพิสูจน์ความจริงแล้ว แต่เขาไม่ยินยอม
สถานการณ์ C: เพื่อนบ้าน “ไม่มา” หรือไม่สนใจ
เจ้าหน้าที่จะดำเนินการรังวัดต่อไปตามกฎหมาย โดยถือว่าเขาได้รับแจ้งและ “สละสิทธิ์” ในการระวังชี้แนวเขตของตนเอง ผลการรังวัดที่ออกมาจึงถือเป็นทางการ และคุณสามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้เลย
ขั้นตอนที่ 3: เมื่อผลรังวัด “ชัด” ว่าล้ำ – ยื่นคำขาด (Notice)
หลังจากวันนั้น คุณจะได้ “แผนที่พิพาท” หรือ “ผลการรังวัด” ที่ชัดเจนมาอยู่ในมือ ซึ่งระบุว่ารั้วของเพื่อนบ้านล้ำเข้ามาในที่ดินของคุณกี่ตารางวา
ตอนนี้ คุณมี “อาวุธ” ที่เป็นทางการแล้วค่ะ
ขั้นต่อไป ไม่ใช่การเดินไปฟ้องศาลทันที แต่คือการ “ส่งหนังสือบอกกล่าว” หรือ “โนติส (Notice)” อย่างเป็นทางการ โดยให้ทนายความเป็นผู้ร่างและส่งให้
ทำไมต้องส่งโนติส?
- เพื่อความรัดกุม: เป็นการแสดงให้ศาลเห็นในภายหลังว่า เราได้พยายามไกล่เกลี่ยถึงที่สุดแล้ว ไม่ได้จงใจฟ้องร้อง
- เพื่อเป็นการ “ยื่นคำขาด”: ในโนติสจะระบุชัดเจนว่า “ผลการรังวัดจากกรมที่ดินพบว่าท่านรุกล้ำ… ขอให้ท่านรื้อถอนรั้วดังกล่าวและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินภายใน 30 วัน… หากพ้นกำหนดนี้แล้ว ท่านยังเพิกเฉย เรามีความจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด”
- เพื่อหยุดยั้งความเสียหาย: โนติสนี้ยังใช้เป็นการ “คัดค้าน” การครอบครองของเขาอย่างเป็นทางการ ทำลายองค์ประกอบ “การครอบครองโดยสงบ” หากเขาคิดจะอ้างสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ค่ะ
หลายครั้ง… เมื่อเพื่อนบ้านได้รับจดหมายจาก “สำนักงานกฎหมาย” พร้อมแนบผลรังวัดจากกรมที่ดิน… พวกเขาจะเริ่มตระหนักว่าคุณ “เอาจริง” และมักจะยอมเจรจาหรือรื้อถอนในขั้นตอนนี้ค่ะ
ขั้นตอนที่ 4: เมื่อต้องใช้ “สิทธิ์ทางศาล” – การดำเนินคดี
ถ้าเพื่อนบ้านของคุณเพิกเฉยต่อโนติส… นั่นหมายความว่าเขาเลือกที่จะต่อสู้ และคุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “การฟ้องร้อง” เพื่อปกป้องสิทธิ์ของคุณค่ะ
ทนายความจะช่วยคุณยื่นฟ้องต่อศาล โดยมีคำขอหลักๆ ดังนี้
1. ฟ้องเรียกคืนการครอบครอง (ฟ้องขับไล่)
คือการขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้เพื่อนบ้านและบริวาร (หากมี) ย้ายออกจากที่ดินส่วนที่รุกล้ำ และห้ามเขากลับเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก
2. ฟ้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
ขอให้ศาลสั่งให้เขา “รื้อถอน” รั้วหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นออกไป โดย “ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมด เขาต้องเป็นผู้ออกเอง”
3. ฟ้องเรียกค่าเสียหาย / ค่าขาดประโยชน์
นี่คือสิ่งสำคัญค่ะ ที่ดินส่วนที่เขารุกล้ำและใช้ประโยชน์มานานนั้น คุณมีสิทธิ์เรียก “ค่าเสียหาย” หรือ “ค่าขาดประโยชน์” (เปรียบเสมือนค่าเช่า) นับย้อนหลังไปในเวลาที่เขาใช้ประโยชน์จากที่ดินของคุณโดยมิชอบ
“สุจริต” หรือ “เจตนา” ผลลัพธ์ทางคดีต่างกัน
ในชั้นศาล ศาลอาจพิจารณาเจตนาของการรุกล้ำด้วยค่ะ
- ถ้ารุกล้ำโดยสุจริต: เช่น เขาสร้างรั้วนั้นมานานก่อนที่คุณจะซื้อที่ดิน เขาอาจเข้าใจผิดจริงๆ ศาลอาจจะพิจารณาให้เขาชดใช้เป็นเงินแทนการรื้อถอน (ถ้าการรื้อถอนจะเสียหายร้ายแรงเกินไป)
- ถ้ารุกล้ำโดยเจตนา (ไม่สุจริต): เช่น คุณเคยเตือนเขาแล้วตอนที่เขากำลังเริ่มสร้าง แต่เขายังดึงดันสร้างต่อ หรือกรณีที่คุณมีผลรังวัดและส่งโนติสไปแล้ว แต่เขายังเพิกเฉย… กรณีนี้ ศาลมักจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “สั่งรื้อถอน” และ “ชดใช้ค่าเสียหาย” ค่ะ
สรุป: จาก “เจรจา” สู่ “ยุติธรรม” – อย่าเสียสิทธิ์ในสิ่งที่เป็นของคุณ
การต่อสู้กับข้อพิพาทแนวเขตที่ดิน คือการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้ทั้ง “ความอดทน” และ “ขั้นตอนที่ถูกต้อง” ค่ะ
- เมื่อการเจรจาล้มเหลว ให้ หยุดใช้อารมณ์
- เริ่มกระบวนการทางกฎหมายด้วยการ ยื่นรังวัดสอบเขต เพื่อหา “ความจริงที่เป็นกลาง”
- ใช้ “ความจริง” นั้น เป็นอาวุธในการส่ง โนติส เพื่อเจรจาครั้งสุดท้าย
- หากยังเพิกเฉย ให้ทนายความ ฟ้องดำเนินคดี เพื่อบังคับใช้สิทธิ์ของคุณ
อย่าปล่อยให้ความเครียดหรือความเกรงใจ ทำให้คุณต้องสูญเสียทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิตนะคะ การปกป้องสิทธิ์ของคุณในวันนี้ อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ปัญหาที่คาราคาซังนี้ “จบ” ลงอย่างยุติธรรมค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถามที่ 1: ถ้าเพื่อนบ้านอ้างว่าเขาอยู่ตรงนี้มา 10 ปีแล้ว เขาจะได้ที่ดินส่วนที่ล้ำไปโดยการครอบครองปรปักษ์ไหมคะ?
ตอบ: “อาจจะ” แต่ยากมากค่ะ การครอบครองปรปักษ์ (มาตรา 1382) ต้องครบ 5 องค์ประกอบ (สงบ, เปิดเผย, เจตนาเป็นเจ้าของ, ติดต่อกัน 10 ปี, บนที่ดินโฉนด) การที่เขาแค่ “สร้างรั้วล้ำ” แต่คุณยังคงเป็นผู้จ่ายภาษีที่ดิน, คุณยังมาดูแลที่ดินบ้าง, หรือคุณเพิ่งมาซื้อที่ดินผืนนี้… เหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่จะนำไป “หักล้าง” ว่าการครอบครองของเขาไม่ครบองค์ประกอบค่ะ อย่าเพิ่งกลัวคำอ้างนี้ ให้เริ่มที่การ “รังวัดสอบเขต” ก่อนเลยค่ะ
คำถามที่ 2: ค่าใช้จ่ายในการรังวัดสอบเขต และการฟ้องคดี แพงไหมคะ?
ตอบ: การรังวัด มีค่าธรรมเนียมราชการและค่าใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ ซึ่ง “ไม่แพง” และเป็นมาตรฐานของกรมที่ดินค่ะ / ส่วน การฟ้องคดี จะมี 1) ค่าธรรมเนียมศาล (คิดตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท) และ 2) ค่าทนายความ ซึ่งจะประเมินตามความซับซ้อนของคดีค่ะ แต่… อยากให้คุณมองว่านี่คือ “การลงทุน” เพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สินของคุณ (ซึ่งอาจมีค่าหลายแสนหรือหลายล้านบาท) กลับคืนมาค่ะ
คำถามที่: ถ้าผลรังวัดออกมาว่า “เรา” เป็นฝ่ายล้ำที่เขาบ้างล่ะคะ จะทำอย่างไร?
ตอบ: นี่คือประโยชน์ของการรังวัดค่ะ คือการ “รู้ความจริง” หากผลปรากฏว่าเราเป็นฝ่ายล้ำเสียเอง สิ่งที่คุณต้องทำคือ “ยอมรับความจริง” และเจรจากับเพื่อนบ้านค่ะ อาจจะโดยการ 1) รื้อถอนส่วนที่ล้ำออก 2) ขอซื้อที่ดินส่วนนั้นจากเขาอย่างถูกต้อง หรือ 3) เจรจาขอทำเป็น “ภาระจำยอม” (จ่ายค่าตอบแทนเพื่อใช้ที่ดินนั้น) การรู้ความจริงก่อน จะทำให้เราไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและสามารถหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้องค่ะ


