บุตรนอกสมรส ภรรยาเก่า ต้องใส่ในบัญชีเครือญาติ?

ยื่นผู้จัดการมรดก ต้องใส่ชื่อ "บุตรนอกสมรส" หรือ "ภรรยาเก่า" ในบัญชีเครือญาติหรือไม่? ดูคำตอบที่นี่ก่อนถูกฟ้องปิดบังทายาท

สวัสดีค่ะ

ในกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อ “แต่งตั้งผู้จัดการมรดก” หนึ่งในเอกสารที่สำคัญที่สุดและมักสร้างความสับสนมากที่สุด คือ “บัญชีเครือญาติ” (Family Tree Chart)

นี่คือเอกสารที่ผู้ร้อง (ผู้ยื่นคำร้อง) ต้องสาบานตนและรับรองต่อศาลว่า “เป็นความจริง” โดยระบุว่าผู้ตายมีทายาทโดยธรรม (Statutory Heirs) ที่มีสิทธิ์รับมรดกกี่คน ใครบ้าง

และนี่คือจุดที่ “ความลับ” ในครอบครัว มักจะกลายเป็น “ปัญหาทางกฎหมาย”

หลายท่านอาจลังเลและเกิดคำถามในใจว่า

“จำเป็นต้องใส่ชื่อ ‘ภรรยาเก่า’ ที่หย่าร้างกันไปเป็นสิบปีแล้วหรือไม่?”

“แล้ว ‘บุตรนอกสมรส’ ที่คุณพ่อเคยส่งเสีย แต่ไม่เคยจดทะเบียนรับรอง… เราต้องใส่ชื่อเขาลงไปด้วยหรือ?”

หลายคนเลือกที่จะ “ตัดปัญหา” โดยการไม่ใส่ชื่อบุคคลเหล่านั้นลงไป โดยคิดว่าเป็นการทำให้เรื่องง่ายขึ้น หรือเพราะไม่อยากติดต่อให้วุ่นวาย แต่ดิฉันในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ขอบอกเลยว่า นั่นคือการกระทำที่ “เสี่ยง” ที่สุด และอาจนำไปสู่การถูกถอดถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดก หรือทำให้การโอนทรัพย์สินทั้งหมดเป็น “โมฆะ” ได้ในอนาคต

บทความนี้จะให้คำตอบที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมาย ว่าบุคคลที่ดูเหมือน “ไม่ใช่ครอบครัวปัจจุบัน” เหล่านี้ แท้จริงแล้วมีสถานะอย่างไรในกองมรดก และการ “ปิดบังทายาท” จะส่งผลร้ายแรงเพียงใดค่ะ

“บัญชีเครือญาติ” ทำไมศาลถึงต้องการความจริง 100%?

ก่อนจะไปเจาะลึกในแต่ละกรณี เราต้องเข้าใจหน้าที่ของเอกสารแผ่นนี้ก่อน

“บัญชีเครือญาติ” ไม่ใช่แค่แผนผังครอบครัว แต่คือ “คำแถลง” ต่อศาลว่า ใครคือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในกองมรดกนี้บ้าง ศาลต้องการบัญชีนี้ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

  1. เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้ร้อง: ศาลต้องแน่ใจว่าผู้ที่ยื่นคำร้องนั้น เป็นทายาทผู้มีสิทธิ์จริง
  2. เพื่อส่งหมายเรียกและให้โอกาสคัดค้าน: นี่คือหัวใจสำคัญค่ะ กฎหมายกำหนดให้ศาลต้อง “ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้อง” ไปให้ทายาทผู้มีสิทธิ์รับมรดก “ทุกคน” ที่ระบุในบัญชีเครือญาติ เพื่อให้พวกเขารับทราบ และให้โอกาสในการ “ยื่นคำร้องคัดค้าน” หากไม่เห็นด้วยที่จะให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

การ “ปิดบังทายาท” คืออะไร และน่ากลัวอย่างไร?

หากผู้ร้อง “จงใจ” ไม่ระบุชื่อทายาทคนอื่นที่ตนรู้อยู่แก่ใจว่ามีสิทธิ์ (เช่น บุตรนอกสมรสที่พ่อรับรองแล้ว) ลงในบัญชีเครือญาติ จะถือเป็น

  • การเบิกความเท็จต่อศาล: (Perjury) ซึ่งมีโทษทางอาญา
  • การยื่นคำร้องโดยไม่สุจริต:
  • เป็นเหตุให้ถูกถอดถอน: หากทายาทที่ถูกปิดบังมารู้ทีหลัง เขาสามารถยื่นคำร้องขอ “เพิกถอน” คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก และ “ถอดถอน” คุณออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้

ผลที่ตามมาคือหายนะ ทรัพย์สินใดๆ ที่คุณโอนไปแล้ว (เช่น ขายที่ดิน หรือปิดบัญชีธนาคาร) อาจถูกระงับหรือถูกฟ้องร้องให้กลับคืนสู่กองมรดก สร้างความเสียหายวุ่นวายไม่รู้จบ

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรใส่ดีไหม?” แต่คือ “พวกเขาเป็นทายาทตามกฎหมายหรือไม่?”


กรณีศึกษาที่ 1: “ภรรยาเก่า” (ที่หย่าขาดแล้ว) ต้องระบุหรือไม่?

นี่คือกรณีที่คนสับสนบ่อย แต่คำตอบทางกฎหมายนั้น “ชัดเจน” ที่สุดค่ะ

คำตอบโดยสรุป: “ไม่” ภรรยาเก่าที่จดทะเบียนหย่าขาดจากผู้ตายแล้ว “ไม่ถือเป็นทายาทโดยธรรม” และ “ไม่มีสิทธิ์” ในกองมรดก

👩‍⚖️ เหตุผลทางกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) “คู่สมรส” ถือเป็นทายาทโดยธรรมลำดับพิเศษ ซึ่งมีสิทธิ์รับมรดกของผู้ตาย

แต่สถานะ “คู่สมรส” นั้น จะต้องเป็น “คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย ในขณะที่อีกฝ่ายถึงแก่ความตาย”

เมื่อมีการ “จดทะเบียนหย่า” (Divorce) ความสัมพันธ์ทางกฎหมายในฐานะสามีภรรยาได้ “สิ้นสุด” ลงนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนหย่านั่นเอง เมื่อผู้ตายเสียชีวิต ภรรยาเก่าจึงไม่ได้อยู่ในสถานะ “คู่สมรส” อีกต่อไป สิทธิ์ในการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมจึง “ระงับ” ไปด้วย

ข้อควรระวัง: การแยกกันอยู่ “เฉยๆ” แต่ “ไม่ได้จดทะเบียนหย่า”

นี่คือจุดที่คนพลาดบ่อย! หากผู้ตายและภรรยา “แยกกันอยู่” มานาน 20 ปี แต่ “ไม่เคย” ไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภอ ในทางกฎหมาย เธอยังคงเป็น “ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย” 100%

ในกรณีนี้ เธอ “มีสิทธิ์” เต็มที่ในกองมรดก (ทั้งในส่วนสินสมรส และมรดก) และคุณ “ต้อง” ระบุชื่อเธอในบัญชีเครือญาติในฐานะทายาทลำดับคู่สมรส หากไม่ระบุ จะถือเป็นการปิดบังทายาททันที

แล้วเรื่อง “สินสมรส” ล่ะ?

หลายคนอาจแย้งว่า แต่เขาสร้างสินสมรสกันมาระหว่างที่แต่งงานกัน… ถูกต้องค่ะ แต่ “สินสมรส” (Marital Property) กับ “กองมรดก” (Estate) เป็นคนละส่วนกัน

ตามกฎหมาย เมื่อมีการหย่าร้าง ทั้งสองฝ่ายต้องแบ่ง “สินสมรส” กันคนละครึ่งอยู่แล้ว (เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่นในสัญญาหย่า) ดังนั้น ภรรยาเก่าควรจะได้รับส่วนของเธอไปตั้งแต่ตอนหย่าแล้ว

“กองมรดก” ของผู้ตายที่จะนำมาแบ่งให้ทายาท (เช่น ลูกๆ หรือภรรยาคนปัจจุบัน) จะประกอบด้วย

  1. สินส่วนตัว (ทรัพย์สินที่มีมาก่อนสมรส หรือได้รับมรดกส่วนตัวมา)
  2. ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ของ “สินสมรส” ที่ยังคงมีอยู่ (หากเป็นสินสมรสกับภรรยาคนปัจจุบัน)

ดังนั้น ภรรยาเก่าที่หย่าแล้ว จึงไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในกองมรดกนี้อีก

ข้อยกเว้น: ภรรยาเก่าจะมีสิทธิ์ได้มรดก ก็ต่อเมื่อมีกรณีเดียว คือ ผู้ตายได้ทำ “พินัยกรรม” (Will) ระบุชื่อเธอยกทรัพย์สินให้ แบบนั้นเธอจะได้ในฐานะ “ผู้รับพินัยกรรม” ไม่ใช่ “ทายาทโดยธรรม”

สรุป (ภรรยาเก่า): ไม่ต้องระบุในบัญชีเครือญาติ (เว้นแต่จะแยกกันอยู่แต่ไม่เคยหย่า)


กรณีศึกษาที่ 2: “บุตรนอกสมรส” (ที่พ่อไม่ได้รับรอง) ต้องระบุหรือไม่?

นี่คือกรณีที่ “ซับซ้อน” และ “อันตราย” ที่สุด และเป็นจุดที่ผู้ร้องส่วนใหญ่ทำพลาดจนเกิดคดีความตามมามากมาย

คำตอบโดยสรุป: หากคุณ “รู้” ว่ามีอยู่จริง “ต้องระบุ” เสมอ ไม่ว่าเขาจะเกิดจากภรรยาที่จดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม

👩‍⚖️ เหตุผลทางกฎหมาย

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจสถานะของ “บุตร” ในกฎหมายมรดกก่อน

บุตรชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Child): คือบุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่จดทะเบียนสมรสกัน หรือบุตรที่บิดา “จดทะเบียนรับรองบุตร” หรือบุตรที่ “ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร”

  • สถานะ: เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) มีสิทธิ์รับมรดกของบิดาเสมอ

บุตรนอกกฎหมาย (Illegitimate Child): คือบุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และบิดาก็ไม่เคยไปจดทะเบียนรับรองบุตรที่อำเภอ

  • สถานะ: เด็กคนนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ “แม่” เสมอ และมีสิทธิ์รับมรดกของ “แม่”
  • แต่… เด็กคนนี้ “ไม่มีสิทธิ์” รับมรดกของ “พ่อ” จนกว่า จะมีการรับรองให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

“กับดัก” ของการรับรองโดยพฤตินัย (De Facto Recognition)

ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ หลายกรณี “พ่อ” ไม่เคยไปจดทะเบียนรับรองบุตร (อาจเพราะเกรงใจภรรยาหลวง หรือด้วยเหตุผลอื่น) แต่ในทางปฏิบัติ พ่อได้ “รับรองโดยพฤตินัย” มาตลอดชีวิต

“การรับรองโดยพฤตินัย” คืออะไร? คือการที่พ่อแสดงออกต่อสังคมทั่วไปว่า “นี่คือลูกของฉัน” เช่น

  • ให้ใช้นามสกุลของตน
  • ส่งเสียเลี้ยงดู ให้ค่าเล่าเรียน
  • พาไปแนะนำกับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง
  • ลงรูปในโซเชียลมีเดียว่าเป็นลูก
  • ระบุชื่อในทะเบียนบ้านว่าเป็น “บุตร”

นี่คือจุดที่กฎหมายเปิดช่องไว้!

แม้พ่อจะตายไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร… แต่หาก “บุตรนอกสมรส” คนนั้น มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าพ่อได้ “รับรองโดยพฤตินัย” มาตลอด เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะยื่นฟ้องต่อศาล (ฟ้องทายาทคนอื่น) เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า “เขาเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย”

และหากศาลพิพากษา (ซึ่งมักจะพิพากษาให้เป็น หากมีหลักฐานชัดเจน เช่น ผลตรวจ DNA หรือหลักฐานการส่งเสีย) บุตรคนนั้นจะกลายเป็น “ทายาทโดยธรรม” ย้อนหลังทันที และมีสิทธิ์ในกองมรดกเท่ากับลูกๆ ที่เกิดจากภรรยาหลวงทุกประการ!

หน้าที่ของผู้ร้อง (คือคุณ)

เมื่อคุณ “รู้” ว่าผู้ตายมีบุตรคนนี้อยู่จริง ไม่ว่าสถานะทางทะเบียนจะเป็นอย่างไร เขาคือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่อาจมีสิทธิ์ในกองมรดก

หน้าที่ของคุณในฐานะผู้ร้อง คือต้อง “เปิดเผย” ความจริงนี้ต่อศาล โดยระบุชื่อเขาลงในบัญชีเครือญาติ

ทำไมต้องทำ?

เพราะศาลจะได้ส่งหมายเรียกไปให้เขา เมื่อเขาได้รับหมาย เขามี 2 ทางเลือก

  1. ไม่ติดใจ: เขาอาจไม่ต้องการส่วนแบ่ง หรือยินดีให้คุณเป็นผู้จัดการมรดก เขาก็จะเซ็น “หนังสือให้ความยินยอม” กลับมา เรื่องก็จบอย่างสะอาด
  2. ติดใจคัดค้าน: เขาอาจยื่นคัดค้านการตั้งคุณเป็นผู้จัดการมรดก หรือยื่นคำร้องขอ “พิสูจน์ความเป็นบุตร”

แม้ทางเลือกที่ 2 จะฟังดูวุ่นวาย แต่มันคือการ “ทำให้เรื่องจบ” ตั้งแต่ต้นกระบวนการ ดีกว่าการที่คุณ “ปิดบัง” เขา

ถ้าคุณเลือกที่จะ “ปิดบัง” บุตรนอกสมรสที่พ่อรับรองโดยพฤตินัย

  1. คุณได้เป็นผู้จัดการมรดก (เพราะศาลไม่รู้)
  2. คุณจัดการโอนที่ดิน ขายทรัพย์สิน แบ่งเงินให้ทายาท (เฉพาะกลุ่มของคุณ)
  3. หนึ่งปีต่อมา… บุตรนอกสมรสคนนั้นรู้เรื่อง เขาไปจ้างทนาย
  4. เขายื่นฟ้องศาล ขอพิสูจน์ความเป็นบุตร (และชนะ)
  5. เขายื่นฟ้อง “ถอดถอน” คุณจากการเป็นผู้จัดการมรดก ฐาน “ปิดบังทายาท”
  6. เขายื่นฟ้อง “เพิกถอน” นิติกรรมทั้งหมดที่คุณทำไป (เช่น การขายที่ดิน)
  7. คุณ (และทายาทคนอื่น) ต้องหาเงินมาคืนกองมรดก และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานเบิกความเท็จ

นี่คือ “ฝันร้าย” ทางกฎหมาย ที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วหลายคดีค่ะ


สรุปสาระสำคัญ ความโปร่งใส คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ในการยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก หัวใจสำคัญที่ศาลมองหาคือ “ความสุจริต” ของผู้ร้อง การตัดสินใจของคุณว่าจะใส่ชื่อใครในบัญชีเครือญาติ ควรตั้งอยู่บนหลักการง่ายๆ นี้

  1. “ภรรยาเก่า” (ที่จดทะเบียนหย่า): ไม่ต้องใส่ ความสัมพันธ์ทางกฎหมายสิ้นสุดแล้ว เธอไม่ใช่ทายาท
  2. “ภรรยาที่แยกกันอยู่” (ที่ไม่จดทะเบียนหย่า): ต้องใส่ เธอยังเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย 100%
  3. “ภรรยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส” (ภรรยานอกสมรส): ไม่ต้องใส่ เธอไม่ใช่คู่สมรสตามกฎหมาย และไม่มีสิทธิ์ในฐานะทายาท (แต่อาจมีสิทธิ์ใน “กรรมสิทธิ์ร่วม” หากพิสูจน์ได้ว่าช่วยกันทำมาหากิน ซึ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง)
  4. “บุตรนอกสมรส” (ที่พ่อรับรองโดยพฤตินัย): ต้องใส่ ไม่ว่าคุณจะชอบเขาหรือไม่ก็ตาม เขาคือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่กฎหมายคุ้มครอง การเปิดเผยชื่อเขาต่อศาล คือการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต และเป็นการป้องกันตัวคุณเองจากคดีฟ้องร้องถอดถอนในอนาคต

อย่าพยายาม “ตัดตอน” หรือ “ปิดบัง” ความจริงในบัญชีเครือญาติ เพราะความลับไม่มีในโลก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องทรัพย์สินมรดก การจัดการทุกอย่างให้โปร่งใสและถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรก คือวิธีที่ “ง่ายที่สุด” และ “เจ็บปวดน้อยที่สุด” ในการนำพามรดกไปสู่การแบ่งปันที่ยุติธรรมค่ะ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่ 1: ถ้า “บุตรนอกสมรส” นั้น แม่ของเขาพาไปใช้นามสกุลสามีใหม่แล้ว เรายังต้องระบุชื่อเขาอีกไหม?

คำตอบ: ต้องระบุค่ะ สิทธิ์ในการรับมรดกนั้นผูกพันกับ “สายเลือด” และ “การรับรอง” ของบิดาผู้ตาย ไม่ได้ผูกพันกับ “นามสกุล” ที่เด็กใช้ในปัจจุบัน การที่แม่พาไปใช้นามสกุลใหม่ ไม่ได้ตัดสิทธิ์ที่เขามีต่อบิดาผู้ให้กำเนิด (หากบิดาเคยรับรองโดยพฤตินัย) หากคุณรู้ว่าเขาคือบุตรของผู้ตาย คุณยังมีหน้าที่ต้องแจ้งศาลค่ะ

คำถามที่ 2: เรารู้ว่าพ่อมีลูกอีกคน แต่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน จะทำอย่างไร?

คำตอบ: นี่คือหน้าที่ของผู้ร้องที่ต้องสุจริตต่อศาลค่ะ คุณต้องระบุในบัญชีเครือญาติว่า “นาย/นางสาว…. (ชื่อบุตร) ทายาทลำดับที่…” และระบุในคำร้องว่า “ไม่สามารถติดต่อได้/ไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบัน” เมื่อศาลรับคำร้อง ศาลจะ “สั่งให้ประกาศหนังสือพิมพ์” เพื่อเรียกให้ทายาทที่ขาดการติดต่อนั้น มายื่นคัดค้านภายในเวลาที่กำหนด เมื่อคุณทำตามขั้นตอนนี้ (ลงประกาศ นสพ.) ครบถ้วนแล้ว ถือว่าคุณได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และศาลจะดำเนินกระบวนการต่อไปได้ แม้ว่าเขาจะไม่มาศาลก็ตาม

คำถามที่ 3: ถ้า “บุตรนอกสมรส” ยินดีเซ็น “หนังสือยินยอม” ให้เราเป็นผู้จัดการมรดก เอกสารนั้นต้องทำอย่างไร?

คำตอบ: นี่คือวิธีที่ดีที่สุดค่ะ หากคุณติดต่อเขาได้ และเขาไม่ติดใจคัดค้าน คุณสามารถร่าง “หนังสือให้ความยินยอมในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก” ให้เขาลงนาม พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ) ของเขา และนำเอกสาร “ตัวจริง” นี้ ยื่นต่อศาลในวันไต่สวนคำร้อง ศาลจะถือว่าเขารับทราบและยินยอมแล้ว กระบวนการก็จะจบลงอย่างรวดเร็วและราบรื่นค่ะ (ถ้าเขาอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องมีกระบวนการรับรองเอกสารจากสถานทูตไทยค่ะ)

แชร์
error: Content is protected !!