บริการยื่นอุทธรณ์-ฎีกา โดยทนายความ | ลักซ์ลอว์ แอนด์ เอสเตท
คดียังไม่ถึงที่สุด | อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้เราวิเคราะห์คำพิพากษา เพื่อหาแนวทางต่อสู้ในศาลสูง
ในฐานะทนายความผู้มีประสบการณ์ เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าวินาทีที่ท่านได้ยินคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือ ศาลอุทธรณ์) ที่ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังนั้น เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียด ความผิดหวัง และความกังวลใจ
หลายท่านอาจรู้สึกว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ความเป็นจริงคือ “ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด การต่อสู้ก็ยังไม่จบค่ะ”
การพ่ายแพ้ในศาลชั้นต้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้อง “แพ้” ตลอดไป และในทางกลับกัน การ “ชนะ” ในศาลชั้นต้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคดีจะยุติ หากฝ่ายตรงข้ามใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อ
การต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ไม่ใช่แค่การ “สู้คดีรอบสอง” แต่เป็น “ศาสตร์” การต่อสู้ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันคือการต่อสู้กันด้วย “เหตุผล” บนกระดาษ การชี้ให้เห็น “ข้อผิดพลาด” ของคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการโต้แย้ง “ประเด็นข้อกฎหมาย” ที่เฉียบคม ที่ ลักซ์ลอว์ แอนด์ เอสเตท เราเชี่ยวชาญในการเปลี่ยน “จุดอ่อน” ในคำพิพากษา ให้กลายเป็น “โอกาส” ในการต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงขึ้นค่ะ
ปัญหาและความท้าทายในการต่อสู้คดีชั้นอุทธรณ์-ฎีกา
เมื่อคดีเดินทางมาถึงจุดนี้ คุณไม่ได้กำลังต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว แต่คุณกำลังต่อสู้กับ “คำพิพากษา” ที่ออกมาแล้ว และกำลังต่อสู้กับ “เวลา” ที่มีอยู่อย่างจำกัด (เพียง 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา)
นี่คือปัญหาและความจริงที่ลูกความส่วนใหญ่ต้องเผชิญ:
1. “แพ้คดี” และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา
คุณอาจรู้สึกว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน, ตีความข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือนำข้อกฎหมายมาปรับใช้ไม่ถูกต้อง คุณมั่นใจว่าคุณควรได้รับความยุติธรรมมากกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคัดค้านคำพิพากษานั้นอย่างไรให้มีน้ำหนัก
2. “ชนะคดี” แต่ฝ่ายตรงข้ามยื่นอุทธรณ์/ฎีกา
นี่คือสถานการณ์ที่หลายคนชะล่าใจ การที่คุณชนะมาแล้วไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยค่ะ หากฝ่ายตรงข้ามยื่นอุทธรณ์ และคุณ “ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์” หรือยื่นคำแก้ที่ไม่รัดกุม ศาลสูงอาจรับฟังเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามเพียงฝ่ายเดียว และมีโอกาส “กลับคำพิพากษา” ให้คุณแพ้คดีได้
3. “คดีทุนทรัพย์น้อย” แต่อยากสู้ต่อ (ข้อจำกัดการอุทธรณ์)
ในคดีแพ่งหลายประเภท หากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท กฎหมาย (ป.วิ.พ. มาตรา 224) จะ “ห้าม” ไม่ให้คู่ความอุทธรณ์ใน “ปัญหาข้อเท็จจริง” การจะสู้ต่อได้จึงต้องอาศัยทนายความที่เชี่ยวชาญในการพลิกประเด็นให้เป็นการต่อสู้ใน “ปัญหาข้อกฎหมาย” ที่สำคัญ ซึ่งซับซ้อนกว่ามาก
4. “กำแพงศาลฎีกา” (ระบบอนุญาตฎีกา)
นี่คือความท้าทายที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันค่ะ!
ตามกฎหมายใหม่ (ป.วิ.พ. มาตรา 247) คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด นั่นหมายความว่า คุณไม่มี “สิทธิ์” ฎีกาได้โดยอัตโนมัติอีกต่อไป
การจะนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ คุณต้อง “ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา” และศาลฎีกาจะอนุญาตก็ต่อเมื่อเห็นว่าคดีของคุณมี “ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย” (ตามมาตรา 249) เท่านั้น เช่น:
- เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ
- คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขัดแย้งกับแนวคำพิพากษาเดิม
- เป็นปัญหาข้อกฎหมายใหม่ที่ยังไม่เคยมีแนวคำพิพากษา
- เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย
หากทนายความของคุณไม่สามารถเขียน “คำร้องขออนุญาตฎีกา” ให้เข้าหลักเกณฑ์เหล่านี้ได้ คดีของคุณก็จะจบลงทันที โดยที่ศาลฎีกาไม่รับเนื้อหาในฎีกาไว้พิจารณาเลย
บริการยื่นอุทธรณ์-ฎีกา ของเรา: ทางออกที่รัดกุมในทุกสถานการณ์
ที่ ลักซ์ลอว์ แอนด์ เอสเตท เราไม่ได้ “รับ” คดีอุทธรณ์-ฎีกา ทุกคดี แต่เรา “เลือก” คดีที่มีช่องทางต่อสู้ และเรา “สร้าง” ช่องทางนั้นด้วยความเชี่ยวชาญ บริการของเราครอบคลุมทุกมิติของการต่อสู้ในศาลสูง
1. บริการวิเคราะห์คำพิพากษา (Judgment Analysis Service)
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด และเป็นบริการแรกที่เราจะทำให้คุณค่ะ
ก่อนที่เราจะตกลงรับทำคดีอุทธรณ์หรือฎีกา เราต้องนำ “คำพิพากษาฉบับเต็ม” ของศาลชั้นต้นมาวิเคราะห์อย่างละเอียดก่อน
สิ่งที่เราทำเพื่อคุณ:
- ประเมินจุดอ่อน-จุดแข็ง ของคำพิพากษา และสำนวนคดีทั้งหมด
- ค้นหา “ข้อผิดพลาด” ของศาลชั้นต้น ทั้งในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและการปรับใช้ข้อกฎหมาย
- ประเมิน “โอกาส” ในการที่ศาลสูงจะเห็นด้วยกับเรา
- ให้คำแนะนำที่ “ตรงไปตรงมา” ว่าคดีของคุณมีช่องทางให้ยื่นอุทธรณ์/ฎีกา หรือไม่ และคุ้มค่าที่จะสู้ต่อหรือไม่ (เรายึดมั่นในความซื่อสัตย์ และจะไม่แนะนำให้คุณสู้ต่อในคดีที่ไม่มีโอกาสค่ะ)
2. รับเขียนคำฟ้องอุทธรณ์ / ฎีกา (สำหรับฝ่ายที่แพ้คดี)
หากการวิเคราะห์พบว่ามีช่องทางต่อสู้ เราจะรับหน้าที่เป็น “กองหน้า” ในการต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์/ฎีกา
สิ่งที่เราทำเพื่อคุณ:
การเขียนอุทธรณ์/ฎีกา ไม่ใช่การเล่าเรื่องเดิม แต่คือการ “ชี้เป้า” อย่างแม่นยำ เราจะร่างคำฟ้องที่มุ่งเน้นชี้ประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่สำคัญ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลสูงอย่างมีน้ำหนักและรัดกุมที่สุด
3. รับเขียนคำแก้อุทธรณ์ / ฎีกา (สำหรับฝ่ายที่ชนะคดี)
หากคุณเป็นฝ่ายชนะคดี และฝ่ายตรงข้ามยื่นอุทธรณ์/ฎีกา เราคือ “กองหลัง” ที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะปกป้องชัยชนะของคุณไว้
สิ่งที่เราทำเพื่อคุณ:
เราจะจัดทำคำแก้ต่าง (คำแก้อุทธรณ์/คำแก้ฎีกา) ที่มุ่ง “หักล้าง” เหตุผลและข้ออ้างทั้งหมดของฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ ชี้ให้ศาลสูงเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นถูกต้องและเป็นธรรมดีอยู่แล้ว และไม่มีเหตุผลใดที่ศาลสูงจะต้องกลับคำพิพากษานั้น
4. รับยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (บริการเชี่ยวชาญพิเศษ)
สำหรับคดีแพ่งที่ต้องฝ่าด่าน “ระบบอนุญาต” นี่คือความเชี่ยวชาญของเรา
สิ่งที่เราทำเพื่อคุณ:
เราจะยกร่าง “คำร้องขออนุญาตฎีกา” โดยเฉพาะ โดยไม่เพียงแต่สรุปคดี แต่จะ “นำเสนอประเด็น” (Pitching) ต่อศาลฎีกา ว่าทำไมคดีของคุณจึงเข้าข่ายเป็น “ปัญหาสำคัญ” (ตามมาตรา 249) ที่ศาลฎีกาควรรับไว้พิจารณา เพื่อเป็นการพัฒนาแนวคำพิพากษา หรือเพื่อรักษาความยุติธรรม นี่คือศิลปะการเขียนคำร้องที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในมุมมองของศาลสูงอย่างแท้จริงค่ะ
สรุป: ทำไมการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา จึงต้องใช้ทนายความที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง?
การต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น มุ่งเน้นที่การ “นำสืบพยานหลักฐาน” เพื่อสร้างข้อเท็จจริง
แต่การต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา มุ่งเน้นที่การ “โต้แย้งคำพิพากษา” เพื่อชี้ข้อผิดพลาด
1. เวทีนี้สู้กันด้วย “การเขียน” ไม่ใช่ “การพูด”: ศาลสูงจะพิจารณาคดีจาก “สำนวน” และ “คำฟ้อง/คำแก้” ที่ทนายความเขียนเป็นหลัก หากเขียนไม่ชัดเจน ชี้ประเด็นไม่ตรงจุด หรือไม่รัดกุม โอกาสชนะก็แทบไม่มีค่ะ
2. ต้องชี้ “ข้อผิดพลาด” ของศาลชั้นต้น: คุณไม่สามารถขอให้ศาลสูง “พิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด” ได้ คุณต้องชี้ให้ได้ว่า “ศาลชั้นต้นผิดพลาดตรงไหน” ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังพยานหลักฐาน หรือการตีความกฎหมาย
3. เข้าใจ “ระบบอนุญาตฎีกา” (คดีแพ่ง): ดังที่กล่าวไป นี่คือ “ปราการด่านสุดท้าย” หากไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ “ปัญหาสำคัญ” ตามมาตรา 249 ก็ไม่สามารถพาคดีของคุณไปถึงศาลฎีกาได้
ทำไมจึงควรเลือก ลักซ์ลอว์ แอนด์ เอสเตท ให้ดูแลคดีอุทธรณ์-ฎีกา ของคุณ?
การมอบหมายคดีในชั้นนี้ เปรียบเสมือนการผ่าตัดที่ซับซ้อน คุณต้องการศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ใช่แพทย์ทั่วไป และนี่คือเหตุผลที่ลูกความวางใจเราค่ะ
1. เราเริ่มต้นด้วย “การวิเคราะห์” ที่ตรงไปตรงมา
เราไม่รับคดีเพื่อ “ลองดู” แต่เรารับคดีเพราะ “เห็นช่องทาง” เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์คำพิพากษาอย่างเข้มข้น และให้คำปรึกษาคุณตามความเป็นจริง นี่คือจรรยาบรรณของเรา
2. ความเชี่ยวชาญในการ “ชี้ประเด็น” ต่อศาลสูง
ทนายภัสวรินท์มีประสบการณ์ในการร่างคำฟ้องและคำแก้ต่างในชั้นศาลสูง เรารู้วิธีเรียบเรียงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ซับซ้อน ให้กระชับ ชัดเจน และมีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลสูงจะพิจารณา
3. เชี่ยวชาญ “ระบบอนุญาตฎีกา” (คดีแพ่ง)
เราเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใหม่อย่างใกล้ชิด เรารู้วิธีการ “นำเสนอ” คดีของคุณให้เข้าหลักเกณฑ์ “ปัญหาสำคัญ” เพื่อเพิ่มโอกาสที่ศาลฎีกาจะรับคดีไว้พิจารณา
4. การสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
เราจะอธิบายกระบวนการที่ซับซ้อนนี้ให้คุณเข้าใจง่าย รายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ และให้คุณมีส่วนร่วมในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
อย่าปล่อยให้ “เวลา 1 เดือน” ตัดสินอนาคตคดีของคุณ
นาฬิกากำลังเดิน… คุณมีเวลาเพียง 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพื่อตัดสินใจและยื่นอุทธรณ์/ฎีกา
การตัดสินใจที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุดในตอนนี้ คือการนำ “คำพิพากษา” นั้นมาให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินทันที อย่าปล่อยให้ความลังเลหรือความสิ้นหวังมาปิดโอกาสสุดท้ายในการต่อสู้ของคุณ
ติดต่อปรึกษา ทนายภัสวรินท์ ปิติเลิศเดชาวัชร์ วันนี้
เพื่อประเมินคำพิพากษาและวางกลยุทธ์การต่อสู้ในชั้นศาลสูง
- เบอร์โทรศัพท์: 064-569-5464
- LINE ID: lynn0645695464
- Email: phatwarin.lawyer@gmail.com
- เวลาทำการ:
- จันทร์ – เสาร์: 9.00 น. – 19.00 น.
- อาทิตย์: 10.00 น. – 19.00 น.
นำคำพิพากษาของคุณเข้ามาให้เราวิเคราะห์ โอกาสในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของคุณอาจเริ่มต้นที่นี่ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์-ฎีกา
1. มีเวลาเท่าไหร่ในการยื่นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา?
คำตอบ: โดยหลักแล้ว คุณมีเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นค่ะ นี่คือกรอบเวลาที่ “สำคัญที่สุด” และไม่ควรปล่อยให้ล่วงเลยไป หากคุณไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ควรรีบติดต่อทนายความเพื่อวิเคราะห์คดีทันทีค่ะ
2. ฉัน “ชนะคดี” ที่ศาลชั้นต้น/ศาลอุทธรณ์ ทำไมต้องจ้างทนายทำ “คำแก้อุทธรณ์/ฎีกา” ด้วย?
คำตอบ: เพราะชัยชนะของคุณยังไม่เป็นที่สุดค่ะ หากฝ่ายตรงข้ามยื่นอุทธรณ์/ฎีกา และคุณนิ่งเฉย “ไม่ยื่นคำแก้” ศาลสูงจะได้ยินเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่ศาลสูงจะเห็นคล้อยตามและ “กลับคำพิพากษา” ให้คุณแพ้คดีได้ การยื่นคำแก้ต่างจึงเป็นการปกป้องชัยชนะของคุณไว้ค่ะ
3. ถ้าเป็น “คดีอาญา” ที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว (ไม่ให้ประกันตัว) สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่?
คำตอบ: ทำได้ค่ะ (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 ทวิ) หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว คุณมีสิทธิยื่น “อุทธรณ์คำสั่ง” นั้นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา และหากศาลอุทธรณ์ยังไม่อนุญาตอีก คุณก็ยังมีสิทธิยื่น “ฎีกาคำสั่ง” นั้นไปยังศาลฎีกาได้เช่นกัน ซึ่งเรามีบริการในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเหล่านี้โดยเฉพาะค่ะ
