พี่น้องทะเลาะกัน? 3 ทางออกยื่นตั้งผู้จัดการมรดก

อย่าให้มรดกถูกแช่แข็ง! ดู 3 ทางออกยื่นแต่งตั้งผู้จัดการมรดก แม้ทายาทจะไม่คุยกัน เพื่อปลดล็อกทรัพย์สินตามกฎหมาย

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเข้าใจดีว่า “มรดก” ซึ่งควรเป็นสิ่งแทนความรักและความผูกพันจากผู้ล่วงลับ บ่อยครั้งกลับกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งที่บาดลึกที่สุด โดยเฉพาะในหมู่พี่น้องที่เติบโตมาด้วยกัน เมื่อการพูดคุยตกลงกันด้วยดีถึงทางตัน ทรัพย์สินทั้งหมดของผู้วายชนม์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน เงินฝากในธนาคาร หรือรถยนต์ ก็จะตกอยู่ในสภาวะ “อัมพาต” ทันที

ธนาคารไม่ให้เบิกเงิน กรมที่ดินไม่รับโอนย้าย กรรมสิทธิ์ต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จนกว่าจะมี “ผู้จัดการมรดก” ที่ศาลแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

แต่คำถามที่ใหญ่ที่สุดคือ “จะตั้งผู้จัดการมรดกได้อย่างไร ในเมื่อพี่น้องไม่คุยกันแล้ว?” หรือต่างฝ่ายต่างก็อยากจะเป็นผู้จัดการเสียเอง จนไม่สามารถตกลงกันได้

บทความนี้จะให้คำตอบอย่างผู้เชี่ยวชาญ ชี้ให้เห็น 3 ทางออกตามกฎหมายที่ชัดเจน สำหรับการยื่นคำร้องขอ “แต่งตั้งผู้จัดการมรดก” แม้ในวันที่ทายาทไม่ลงรอยกัน เพื่อปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกแช่แข็ง และนำไปสู่การแบ่งปันที่เป็นธรรมต่อไปค่ะ

“ผู้จัดการมรดก” คือใคร และทำไมถึงจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อทายาทขัดแย้ง?

ก่อนจะไปถึงทางออก เราต้องเข้าใจบทบาทที่แท้จริงของตำแหน่งนี้ก่อน

“ผู้จัดการมรดก” (Estate Manager/Executor) ไม่ใช่ “เจ้าของมรดก” คนใหม่ และไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกมากกว่าทายาทคนอื่น (เว้นแต่จะเป็นทายาทอยู่แล้ว)

หน้าที่ตามกฎหมายของผู้จัดการมรดก คือ “ตัวแทน” ของกองมรดกที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาล มีอำนาจและหน้าที่หลักในการ รวบรวม จัดการ และแบ่งปัน ทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ล่วงลับ ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ์ตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม (ถ้ามี) ให้ถูกต้องและครบถ้วน

ความจำเป็นเร่งด่วนเมื่อเกิดข้อพิพาท

ในภาวะปกติ หากทายาททุกคนรักใคร่กลมเกลียวและตกลงกันได้ การตั้งผู้จัดการมรดกอาจไม่จำเป็นเสมอไป (เช่น หากมีแค่เงินสดและสังหาริมทรัพย์ที่แบ่งกันได้ทันที)

แต่ในความเป็นจริง ทรัพย์สินส่วนใหญ่มักมี “ทะเบียน” เช่น

  • บัญชีเงินฝากธนาคาร
  • โฉนดที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม
  • ทะเบียนรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์
  • หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ หุ้นส่วนบริษัท

สถาบันการเงิน กรมที่ดิน หรือกรมการขนส่งทางบก จะ “ไม่” ดำเนินการโอนย้ายทรัพย์สินเหล่านี้เด็ดขาด หากทายาททุกคนไม่มาปรากฏตัวและลงนาม “พร้อมกัน”

เมื่อพี่น้องทะเลาะกัน การที่ทุกคนจะจับมือกันไปที่กรมที่ดินพร้อมหน้าจึงเป็นไปไม่ได้เลย นี่คือจุดที่กฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยการแต่งตั้งบุคคลเพียงคนเดียว (หรือหลายคน) ที่มีอำนาจตามคำสั่งศาล ให้เป็นผู้ดำเนินการแทนทายาททั้งหมด บุคคลนั้นคือ “ผู้จัดการมรดก” ค่ะ


3 ทางออกยื่น “ผู้จัดการมรดก” เมื่อทายาทไม่ลงรอย

เมื่อการเจรจาล้มเหลวและต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน หนทางเดียวที่จะทำให้ทรัพย์มรดกเดินหน้าต่อได้คือการใช้สิทธิ์ทางศาล ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ 3 รูปแบบหลัก ดังนี้ค่ะ

ทางออกที่ 1: ทายาทคนหนึ่งยื่นคำร้อง และทายาทคนอื่น “ยื่นคัดค้าน” (The Contested Petition)

นี่คือสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุดเมื่อเกิดความขัดแย้ง คือ “ศึกชิง” การเป็นผู้จัดการมรดก

กระบวนการจะเป็นดังนี้:

  1. การเริ่มต้นโดยทายาทฝ่ายหนึ่ง: ทายาทคนใดคนหนึ่ง (เช่น พี่คนโต หรือน้องคนเล็ก) ที่เห็นว่าตนเองมีความเหมาะสม ตัดสินใจยื่น “คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก” ต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ก่อนเสียชีวิต โดยในคำร้องนั้น จะต้องระบุว่าใครคือทายาททั้งหมด และเสนอชื่อ “ตนเอง” เป็นผู้จัดการมรดก
  2. ศาลนัดไต่สวนและส่งหมาย: เมื่อศาลรับคำร้อง จะกำหนด “วันนัดไต่สวนคำร้อง” (มักใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนนับจากวันที่ยื่น) และศาลจะ “ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้อง” นี้ ไปยังทายาทคนอื่นๆ ทุกคนที่ถูกระบุชื่อไว้ เพื่อให้พวกเขารับทราบ
  3. การยื่นคำร้องคัดค้าน (The Objection): นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญค่ะ หากทายาทคนอื่น (เช่น พี่คนกลาง) ได้รับหมายแล้ว “ไม่เห็นด้วย” ที่จะให้ผู้ยื่นเป็นผู้จัดการมรดก พวกเขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะยื่น “คำร้องคัดค้าน” เข้ามาในคดี ก่อน ถึงวันนัดไต่สวน
    • ในคำคัดค้าน ต้องระบุเหตุผลว่า “ทำไมผู้ยื่นจึงไม่เหมาะสม” (เช่น เป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย มีหนี้สินล้นพ้นตัว ปกปิดทรัพย์มรดก หรือมีนิสัยลำเอียงอย่างชัดเจน)
    • พร้อมกันนี้ ฝ่ายผู้คัดค้านมักจะ “เสนอชื่อตนเอง” หรือบุคคลอื่นที่ตนไว้ใจ เข้าแข่งขันเพื่อเป็นผู้จัดการมรดกแทน
  4. การต่อสู้ในชั้นศาล: เมื่อถึงวันนัดไต่สวน คดีนี้จะเปลี่ยนสถานะจาก “คดีไม่มีข้อพิพาท” (ที่ใช้เวลา 10-15 นาทีก็เสร็จ) กลายเป็น “คดีมีข้อพิพาท” ซึ่งเทียบเท่ากับการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ ศาลจะให้ทั้งสองฝ่ายนำสืบพยานหลักฐาน (เช่น พยานบุคคล เอกสาร) เพื่อพิสูจน์ว่า:
    • ฝ่ายผู้ร้อง: ตนเองเหมาะสมอย่างไร?
    • ฝ่ายผู้คัดค้าน: ผู้ร้องไม่เหมาะสมอย่างไร? และตนเองเหมาะสมกว่าอย่างไร?
  5. คำสั่งศาล: ผู้พิพากษาจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “ประโยชน์ของกองมรดก” ศาลจะพิจารณาว่าใครเหมาะสมที่สุด หรืออาจตัดสิน “ตั้งบุคคลภายนอก” (เช่น ทนายความ หรือเจ้าหน้าที่) หรือ “ตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน” (ถ้าพอจะทำงานร่วมกันได้)

ข้อดี: เป็นการใช้สิทธิ์ของตนเองอย่างเต็มที่

ข้อควรระวัง: ใช้เวลานาน (อาจถึง 6 เดือน – 1 ปี) มีค่าใช้จ่ายสูง (ค่าทนายความ) และอาจทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวมากขึ้น แต่สุดท้ายจะได้ข้อยุติ


ทางออกที่ 2: การยื่นคำร้องโดย “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่ไม่ใช่ทายาท

ในบางครั้ง การทะเลาะกันของทายาทก็รุนแรงถึงขั้น “ไม่มีใครทำอะไรเลย” (Deadlock) ทุกคนต่างนิ่งเฉย กองมรดกถูกทิ้งร้าง หนี้สินไม่ถูกชำระ ในกรณีนี้ กฎหมายอนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาทโดยตรง แต่เป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” (Interested Party) ยื่นคำร้องต่อศาลได้

“ผู้มีส่วนได้เสีย” คือใครบ้าง?

  • เจ้าหนี้ของ “ผู้ตาย” (Creditor of the Deceased):
    • สถานการณ์: สมมติว่าผู้ตายเป็นหนี้ธนาคาร หรือเป็นหนี้ค่าก่อสร้างกับผู้รับเหมา เมื่อผู้ตายเสียชีวิต ทายาทมัวแต่ทะเลาะกัน ไม่ยอมตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อมาชำระหนี้
    • ทางออก: “เจ้าหนี้” มีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก (อาจจะเสนอชื่อทนายความของฝ่ายตน หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์) เพื่อให้มีคนรวบรวมทรัพย์สินและนำมาชำระหนี้แก่ตนก่อน
  • เจ้าหนี้ของ “ทายาท” (Creditor of the Heir):
    • สถานการณ์: สมมติว่า “ทายาท ก.” เป็นหนี้บุคคลอื่นอยู่ แต่ “ทายาท ก.” ไม่ยอมจัดการมรดกของพ่อแม่ เพราะกลัวว่าถ้าตนได้รับส่วนแบ่งมาแล้วจะถูกเจ้าหนี้ยึด
    • ทางออก: เจ้าหนี้ของ “ทายาท ก.” สามารถยื่นคำร้องต่อศาลในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อบังคับให้กระบวนการแบ่งมรดกเกิดขึ้น เพื่อที่ตนจะสามารถอายัดทรัพย์ส่วนของ “ทายาท ก.” ได้
  • ผู้รับพินัยกรรม (Beneficiary):
    • หากผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงหนึ่งให้ “นาย ข.” (ซึ่งไม่ใช่ทายาทโดยธรรม) แต่บรรดาลูกๆ ของผู้ตายทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สินอื่นจนไม่ยอมไปโอนที่ดินให้ “นาย ข.”
    • “นาย ข.” ในฐานะผู้รับพินัยกรรม ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก (อาจเสนอชื่อตนเอง) เพื่อบังคับให้มีการโอนที่ดินตามพินัยกรรมได้

ทางออกนี้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทใช้การทะเลาะกันเป็นข้ออ้างในการ “แช่แข็ง” กองมรดกจนเกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกค่ะ


ทางออกที่ 3: การร้องขอโดย “พนักงานอัยการ” (Petition by the Public Prosecutor)

นี่คือทางออกที่คนทั่วไปอาจไม่ค่อยทราบ แต่มีอยู่จริงและทรงพลังอย่างมาก

ในกรณีที่การขัดแย้งของทายาทสร้างความเสียหายต่อกองมรดกอย่างชัดเจน หรือในกรณีที่อาจไม่มีทายาทที่ชัดเจน หรือเมื่อมรดกนั้นอาจเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ (เช่น ที่ดินผืนใหญ่ที่อาจกระทบต่อทางสาธารณะ) “พนักงานอัยการ” สามารถเข้ามามีบทบาทได้

สถานการณ์ที่มักเกิดขึ้น:

  1. มรดกไม่มีผู้ดูแล (Derelict Estate): ทรัพย์สิน (เช่น โรงงาน หรือ อพาร์ตเมนต์) ถูกทิ้งร้างจนเสื่อมโทรม ทายาททะเลาะกันจนไม่มีใครเข้ามาดูแล ก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชน
  2. การรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน: หากมรดกนั้นเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือกรณีที่อาจต้องตกเป็นของแผ่นดิน (ในกรณีที่ไม่มีทายาทโดยธรรมหรือพินัยกรรมเลย)
  3. เมื่อมีผู้ร้องเรียน: บุคคลใดก็ตามที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กองมรดกนั้นไม่มีผู้ดูแล (เช่น ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ) สามารถทำเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักงานอัยการในพื้นที่ได้

เมื่ออัยการยื่นคำร้องเอง ศาลมักจะพิจารณาแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์” หรือบุคคลที่อัยการเสนอชื่อ ให้เข้ามาเป็นผู้จัดการมรดก เพื่อเข้ามาสะสางปัญหาโดยไม่ขึ้นกับความขัดแย้งของทายาท

ทางออกนี้เปรียบเสมือน “ทางเลือกสุดท้าย” ของรัฐ ที่จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อบังคับให้การจัดการมรดกเกิดขึ้น ป้องกันความเสียหายในวงกว้าง และรักษาสภาพของทรัพย์สินไว้


ขั้นตอนและเอกสารสำคัญในการยื่นคำร้อง (แม้จะขัดแย้งกัน)

ไม่ว่าจะเลือกทางออกใด (โดยเฉพาะทางออกที่ 1) ฝ่ายที่ตัดสินใจจะเป็นผู้เริ่มต้นยื่นคำร้อง ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะความสมบูรณ์ของเอกสารคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศาลรับคำร้องของคุณไว้พิจารณา

เอกสารที่ต้องเตรียม (ฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง)

  1. เอกสารเกี่ยวกับผู้ตาย:
    • ใบมรณบัตร
    • ทะเบียนบ้าน (ที่ประทับตรา “ตาย”)
    • บัตรประชาชน (ถ้ามี)
  2. เอกสารเกี่ยวกับทายาททุกคน:
    • บัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้าน ของ “ผู้ยื่นคำร้อง”
    • บัญชีเครือญาติ (Family Tree Chart) แสดงให้เห็นว่าผู้ตายมีทายาทลำดับใดบ้าง (เช่น คู่สมรส, บุตร, บิดามารดา)
    • สำเนาบัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้าน ของทายาทคนอื่นๆ (เท่าที่หาได้)
    • ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า ของผู้ตาย (เพื่อพิสูจน์สถานะคู่สมรส)
    • สูติบัตรของทายาท (เพื่อพิสูจน์ความเป็นบุตร)
    • ใบมรณบัตรของทายาทที่เสียชีวิตไปก่อน (เช่น พ่อ/แม่ของผู้ตาย หรือลูกที่เสียชีวิตไปก่อน)
  3. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดก:
    • บัญชีทรัพย์มรดก (ระบุว่ามีอะไรบ้าง เช่น โฉนดที่ดินเลขที่…, บัญชีธนาคาร…, ทะเบียนรถ…)
    • สำเนาเอกสารสิทธิ์ต่างๆ (เช่น โฉนด, สมุดบัญชีธนาคาร, ทะเบียนรถ) เท่าที่มี
  4. เอกสารอื่นๆ (ถ้ามี):
    • พินัยกรรม (ถ้ามี)
    • หนังสือให้ความยินยอม (ในกรณีที่มีทายาทบางคนยอม แต่บางคนไม่ยอม)

กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาล (สรุปย่อ)

  1. เตรียมคำร้อง: ทนายความจะร่าง “คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก” โดยระบุเหตุผลความจำเป็น รายชื่อทายาท บัญชีทรัพย์สิน และเสนอชื่อผู้ร้องเป็นผู้จัดการ
  2. ยื่นคำร้อง: ยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาครั้งสุดท้าย
  3. ศาลนัดไต่สวน: ศาลกำหนดวันนัดไต่สวน (ประมาณ 2-3 เดือน) และออกหมายเรียกส่งให้ทายาททุกคน
  4. ประกาศหนังสือพิมพ์: ผู้ร้องต้องนำคำสั่งศาลไปลงประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 1 ครั้ง เพื่อเป็นการประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นๆ (เช่น เจ้าหนี้) ทราบ
  5. (จุดแยก)วันนัดไต่สวน:
    • กรณีไม่มีคนคัดค้าน: ศาลไต่สวนผู้ร้อง หากเห็นว่าเหมาะสม ก็จะมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก
    • กรณีมีคนคัดค้าน (ทางออกที่ 1): ศาลจะเลื่อนคดีออกไปเพื่อนัดสืบพยาน (เข้าสู่โหมดคดีมีข้อพิพาท)
  6. รับคำสั่งศาล: เมื่อศาลมีคำสั่ง (ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด) ผู้ร้องต้องรอให้คดีถึงที่สุด (ประมาณ 1 เดือนหลังมีคำสั่ง)
  7. ขอหนังสือสำคัญ: ยื่นคำร้องขอ “หนังสือสำคัญแสดงว่าเป็นผู้จัดการมรดก” (Certificate of Executorship) ซึ่งเป็นเอกสารฉบับจริงที่ต้องนำไปใช้ติดต่อธนาคารและกรมที่ดิน

สรุปสาระสำคัญ: ทำไมการตั้งผู้จัดการมรดกจึงเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุด แม้ต้องขัดแย้ง?

ดิฉันทราบดีว่าการฟ้องร้องพี่น้องเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากทำ และการขึ้นศาลฟังดูน่ากลัวและซับซ้อน แต่ในสถานการณ์ที่ “ทางตัน” เพราะทายาทไม่ลงรอย การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อตั้งผู้จัดการมรดก คือทางออกที่ดีที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ

  1. ปลดล็อกสภาวะอัมพาต (Unfreezing Assets): นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด การมีผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้ง คือ “กุญแจดอกเดียว” ที่สามารถไขตู้เซฟของธนาคาร และปลดล็อกการทำธุรกรรมที่กรมที่ดินได้ หากไม่ทำ ทรัพย์สินจะถูกแช่แข็งไปตลอดกาล มูลค่าอาจลดลง (บ้านผุพัง) หรือเกิดหนี้สิน (ค่าส่วนกลางคอนโด)
  2. สร้างอำนาจทางกฎหมายที่ชัดเจน (Legal Authority): แทนที่จะต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ ผู้จัดการมรดกจะมี “หนังสือสำคัญ” จากศาล ยืนยันอำนาจในการดำเนินการเพียงผู้เดียว ทำให้การติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชนเป็นไปอย่างราบรื่น
  3. อยู่ภายใต้การตรวจสอบ (Accountability): ผู้จัดการมรดกไม่ได้มีอำนาจตามอำเภอใจ แต่มี “หน้าที่” ตามกฎหมาย ต้องทำบัญชีทรัพย์สิน และแบ่งปันให้ทายาทตามสิทธิ์ที่ถูกต้อง หากพวกเขาบริหารจัดการไม่โปร่งใส ยักยอก หรือลำเอียง ทายาทคนอื่นมีสิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อ “ถอดถอน” และเรียกค่าเสียหายได้
  4. บังคับให้เกิดข้อยุติ (Forcing Resolution): ตราบใดที่ยังไม่เริ่มกระบวนการศาล ความขัดแย้งอาจยืดเยื้อไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่กระบวนการศาลมี “จุดสิ้นสุด” ไม่ว่าทายาทจะเห็นด้วยหรือไม่ สุดท้ายศาลจะมีคำสั่ง และทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งปัน ทำให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไป (Move on) กับชีวิตของตนเองได้

การปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ มีแต่จะทำให้มูลค่าของมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ลดน้อยลง การตัดสินใจใช้กระบวนการทางกฎหมาย แม้จะต้องขัดแย้งกันในศาล จึงไม่ใช่การทำลายครอบครัว แต่คือ “การจัดการปัญหา” อย่างเป็นระบบและเป็นธรรมที่สุดค่ะ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่ 1: ถ้าพี่น้องคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แต่อีกคนไม่ยอมเซ็นยินยอม จะเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบ: การไม่เซ็นยินยอม ไม่ได้หมายความว่าการยื่นคำร้องจะหยุดชะงักค่ะ ศาลจะยังคงรับคำร้องนั้นไว้ และจะส่ง “หมายเรียกและสำเนาคำร้อง” ไปให้ทายาทคนที่ไม่ยินยอม หากทายาทคนนั้นต้องการคัดค้าน เขาต้องดำเนินการ “ยื่นคำร้องคัดค้าน” (ตามทางออกที่ 1) เข้ามาในคดีก่อนวันนัดไต่สวน เพื่อชี้แจงต่อศาลว่าเหตุใดผู้ยื่นจึงไม่เหมาะสม และใครคือคนที่เหมาะสมกว่า หากทายาทคนนั้นได้รับหมายแล้ว แต่ “นิ่งเฉย” ไม่ยื่นคัดค้าน และไม่ไปศาลในวันนัด ศาลจะถือว่า “ไม่ติดใจคัดค้าน” และจะพิจารณาแต่งตั้งผู้ร้องไปตามปกติค่ะ

คำถามที่ 2: ใช้เวลานานแค่ไหน ในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก (กรณียื่นคัดค้านกัน)?

คำตอบ: แตกต่างกันมากค่ะ

  • กรณีไม่มีผู้คัดค้าน: (เช่น ทุกคนเซ็นยินยอม หรือไม่มีใครยื่นคัดค้าน) กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ยื่นคำร้อง จนถึงได้รับหนังสือสำคัญฯ มักใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน
  • กรณีมีผู้คัดค้าน (ทางออกที่ 1): คดีจะกลายเป็น “คดีมีข้อพิพาท” ต้องมีการสืบพยานทั้งสองฝ่าย อาจใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของพยานหลักฐานและการเลื่อนคดีค่ะ
คำถามที่ 3: ถ้าทายาททุกคนไม่แต่งตั้งผู้จัดการมรดกเลย จะเป็นอะไรไหม?

คำตอบ: เป็นปัญหาใหญ่แน่นอนค่ะ ถ้ากองมรดกมีเพียงเงินสดหรือของใช้ส่วนตัวที่แบ่งกันเองได้ ก็อาจจะไม่กระทบ แต่ถ้ามีทรัพย์สินดังต่อไปนี้:

  • เงินฝากธนาคาร (ธนาคารจะอายัดบัญชีทันทีที่ทราบว่าเจ้าของบัญชีเสียชีวิต)
  • ที่ดิน หรือ บ้าน (กรมที่ดินจะไม่รับโอนหากไม่มีคำสั่งศาล หรือพินัยกรรมที่สมบูรณ์)
  • รถยนต์ (กรมขนส่งฯ ไม่รับโอน)
  • หุ้น หรือ กองทุน (สถาบันการเงินจะระงับธุรกรรม)

ทรัพย์สินเหล่านี้จะกลายเป็น “มรดกที่ทำอะไรไม่ได้” ถูกทิ้งร้างจนเสื่อมค่า และหากผู้ตายมีหนี้สิน เจ้าหนี้ก็จะเริ่มฟ้องร้องกองมรดก ทำให้เกิดความวุ่นวายและอาจถูกยึดทรัพย์ได้ในที่สุดค่ะ

แชร์
error: Content is protected !!