ครอบครองปรปักษ์ ปล่อยที่รกร้าง 10 ปี เสี่ยงถูกยึดฟรี!

รู้จักกฎหมายครอบครองปรปักษ์ ที่ดินมีโฉนดก็เสียได้หากปล่อยรกร้าง 10 ปี บทความนี้มีวิธีป้องกันและแก้ไขก่อนสาย

ระวัง! ปล่อยที่ดินรกร้างไว้นาน อาจโดนยึดฟรีด้วยกฎหมาย ‘ครอบครองปรปักษ์’ แก้ไขอย่างไรก่อนสาย

สวัสดีค่ะ ทนายภัสวรินท์ จาก ลักซ์ลอว์ แอนด์ เอสเตท นะคะ

ในฐานะทนายความที่ดูแลคดีที่ดินและมรดกมานาน คำถามที่น่ากังวลใจที่สุดคำถามหนึ่งที่ดิฉันมักจะได้ยินจากลูกความก็คือ “ที่ดินที่ซื้อเก็บไว้สิบยี่สิบปี… จู่ๆ จะกลายเป็นของคนอื่นไปได้จริงๆ หรือคะ?”

ลองจินตนาการดูนะคะ ที่ดินมรดกที่คุณพ่อคุณแม่ทิ้งไว้ให้ที่ต่างจังหวัด ที่ดินที่คุณซื้อเก็บไว้หวังให้เป็นกำไรในอนาคต หรือที่ดินที่คุณได้รับส่วนแบ่งมาแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปดูแล… วันหนึ่ง คุณขับรถไปดูที่ดินผืนนั้น และพบว่ามีบ้านของคนอื่นมาตั้งอยู่ มีการล้อมรั้ว หรือมีคนกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในที่ดินของคุณอย่างหน้าตาเฉย

และเมื่อคุณเข้าไปทักท้วง พวกเขากลับตอบมาด้วยความมั่นใจว่า “ที่ดินผืนนี้เป็นของผม/ดิฉันแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์”

วินาทีนั้น ความรู้สึก “ช็อก” และ “สับสน” คงเกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ นี่คือ “ฝันร้าย” ของเจ้าของที่ดินทุกคน และฝันร้ายนี้มีชื่อเรียกทางกฎหมายว่า “การครอบครองปรปักษ์” (Adverse Possession)

หลายท่านอาจคิดว่า “แค่มีโฉนด” อยู่ในมือ ก็คือการการันตีความเป็นเจ้าของ 100% แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไทยเปิดช่องให้ “ผู้ที่เข้าใช้ประโยชน์” ในที่ดินของผู้อื่น สามารถ “แย่งชิง” กรรมสิทธิ์นั้นไปจากเจ้าของเดิมได้ หากเจ้าของ “ละเลย” หรือ “ปล่อยปละ” ที่ดินนั้นนานเกินไป

บทความนี้ ดิฉันจะมาอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนและน่ากังวลใจนี้ให้ชัดเจนที่สุดค่ะ เราจะมาดูกันว่า “ครอบครองปรปักษ์” คืออะไร, มีเงื่อนไขอะไรบ้าง, สัญญาณอันตรายที่คุณกำลังเสี่ยงมีอะไร, และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร… ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


“ครอบครองปรปักษ์” คืออะไร? ทำไมกฎหมายถึงยอมให้มี?

พูดกันแบบตรงไปตรงมา การครอบครองปรปักษ์ คือการที่บุคคลอื่นเข้ามา “ยึด” ที่ดินของเราไปเป็นของตัวเองอย่างถูกกฎหมาย โดยอาศัยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมกฎหมายถึงใจร้ายกับเจ้าของที่ดิน?”

เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะ “ลงโทษ” เจ้าของที่ดินค่ะ แต่มีขึ้นเพื่อ “กระตุ้น” ให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ไม่ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นภาระต่อสังคม และให้สิทธิ์แก่ผู้ที่เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินนั้นอย่างจริงจังและยาวนาน… มากกว่าเจ้าของที่ “มีแต่ชื่อ” แต่ไม่เคยมาดูแล

ข้อควรรู้ที่ 1: ไม่ใช่ที่ดินทุกประเภทที่จะถูก “ครอบครองปรปักษ์” ได้

นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดค่ะ!

กฎหมายนี้ใช้บังคับเฉพาะกับ “อสังหาริมทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์” เท่านั้น พูดให้ง่ายคือ ที่ดินที่มี “โฉนด” (ครุฑแดง น.ส. 4) เท่านั้นค่ะ

ส่วนที่ดินประเภทอื่น เช่น:

  • ที่ดิน น.ส. 3 / น.ส. 3 ก. / น.ส. 3 ข. (ครุฑเขียว/ครุฑดำ)
  • ที่ดิน ส.ค. 1
  • ที่ดิน ภ.บ.ท. 5 (ที่ดินเสียภาษีบำรุงท้องที่)
  • ที่ดินของรัฐ (เช่น ที่ราชพัสดุ, ที่สาธารณประโยชน์, ที่ป่าสงวน)

ที่ดินเหล่านี้ “ไม่สามารถ” ถูกครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ได้ค่ะ

อย่างไรก็ตาม! (โปรดอ่าน) แม้ที่ดิน น.ส. 3 จะไม่โดนครอบครองปรปักษ์ แต่ก็มีความเสี่ยงในแบบอื่น คือการ “แย่งการครอบครอง” ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 ปี เท่านั้น (ไม่ใช่ 10 ปี) ซึ่งเป็นอันตรายคนละแบบกัน แต่ก็เสียที่ดินได้เช่นกันค่ะ แต่ในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่โฉนดที่ดินก่อนนะคะ


5 องค์ประกอบ “ครบ” ถึงจะถูกแย่งที่ดิน (เช็กลิสต์ที่ผู้บุกรุกต้องมี)

การที่ใครสักคนจะเดินไปชี้ที่ดินของคุณแล้วบอกว่า “ฉันขอที่ดินผืนนี้” นั้นเป็นไปไม่ได้ค่ะ เขาจะต้อง “พิสูจน์” ต่อศาลให้ได้ว่า การครอบครองของเขานั้น “ครบทั้ง 5 องค์ประกอบ” นี้ และทำต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 ปี

ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป… เขาก็จะแพ้คดีค่ะ มาดูกันว่า 5 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง

1. ต้องเป็นการครอบครอง (โดยสงบ)

คือการเข้ามายึดถือ ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นจริงๆ โดยไม่ได้ถูกขัดขวาง ไม่ได้ถูกเจ้าของที่ดินฟ้องร้องขับไล่ หรือมีการโต้เถียงทะเลาะวิวาทกันเรื่องสิทธิ์อยู่

  • ตัวอย่าง: หากคุณรู้ว่ามีคนบุกรุก และคุณได้แจ้งความ หรือฟ้องขับไล่เขาในปีที่ 3… การครอบครองของเขาก็ไม่ “สงบ” อีกต่อไป และการนับ 10 ปีนั้นก็ต้องหยุดลงค่ะ

2. ต้องเป็นการครอบครอง (โดยเปิดเผย)

คือการใช้ประโยชน์แบบ “ไม่ได้หลบๆ ซ่อนๆ” ทำเหมือนเป็นเจ้าของที่ดินนั้นจริงๆ ให้คนทั่วไปได้เห็น

  • ตัวอย่าง: การล้อมรั้ว, การสร้างบ้าน, การปลูกพืชผลทางการเกษตร, การติดป้ายชื่อบ้านเลขที่ สิ่งเหล่านี้คือการแสดงออก “โดยเปิดเผย”
  • ถ้าไม่เปิดเผย: เช่น แอบมาขุดดินตอนกลางคืนแล้วขนหนีไป ไม่ถือว่าเปิดเผยค่ะ

3. ต้องครอบครอง “ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ”

นี่คือ “หัวใจที่สำคัญที่สุด” และเป็นจุดที่เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ใช้ต่อสู้คดีค่ะ

“เจตนาเป็นเจ้าของ” หมายถึง ผู้บุกรุกต้องคิดว่าที่ดินผืนนั้น “เป็นของเขา” และเขาไม่ได้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิ์จากใคร

ดังนั้น หากการครอบครองนั้นเป็นการ “ครอบครองโดยการอนุญาต” จากคุณ มันจะ “ทำลาย” องค์ประกอบข้อนี้ทันที!

  • ตัวอย่างที่ 1 (เสียที่ดิน): นาย ก. เห็นที่ดินคุณรกร้าง เลยเข้าไปปลูกมันสำปะหลังเอง สร้างเพิงพักเอง โดยไม่ได้บอกคุณเลย 10 ปีผ่านไป นาย ก. มี “เจตนาเป็นเจ้าของ”
  • ตัวอย่างที่ 2 (ไม่เสียที่ดิน): นาย ก. มาขอคุณว่า “ขอเช่าที่ดินปลูกมันหน่อย” คุณตกลง (แม้จะไม่ได้เก็บเงิน) หรือคุณทำ “สัญญาเช่า” หรือ “หนังสืออนุญาตให้อยู่อาศัย” แม้จะเช่าฟรี… นี่คือการที่ นาย ก. ยอมรับว่าคุณคือเจ้าของ เขาจึง “ไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของ” ค่ะ

4. ต้องเป็นที่ดิน “ของผู้อื่น” (ที่มีโฉนด)

ตามที่อธิบายไปข้างต้นค่ะ ต้องเป็นที่ดินที่มีโฉนดเท่านั้น

5. ต้องครอบครอง “ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี”

การนับ 10 ปีนี้ จะเริ่มนับเมื่อ “องค์ประกอบ 4 ข้อแรก” เกิดขึ้นพร้อมกันค่ะ และต้องต่อเนื่องกัน

  • ตัวอย่าง: นาย ก. เข้ามาปลูกมัน (เปิดเผย) โดยไม่ขออนุญาต (เจตนาเป็นเจ้าของ) ในที่ดินโฉนดของคุณ (ของผู้อื่น) โดยไม่มีใครว่าอะไร (โดยสงบ) ในปี 2550… ดังนั้น ในปี 2560 เขาจะครอบครองครบ 10 ปี และมีสิทธิ์ไปยื่นคำร้องต่อศาลได้ค่ะ

ความเข้าใจผิดร้ายแรง ที่ทำให้คุณ “แพ้” ตั้งแต่ยังไม่สู้

มีหลายความเชื่อที่เจ้าของที่ดินมักเข้าใจผิด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งค่ะ

ความเข้าใจผิดที่ 1: “แค่จ่ายภาษีที่ดินทุกปี ก็ปลอดภัยแล้ว”

ความจริง: ไม่จริงค่ะ! การที่คุณไปจ่าย “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” เป็นประจำเป็นเรื่องที่ดี และเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงว่าคุณ “ยังไม่ทอดทิ้ง” ที่ดิน แต่การจ่ายภาษี “ไม่ได้ช่วยหยุด” การนับเวลา 10 ปี ของผู้บุกรุกที่ครอบครองที่ดินคุณอยู่ค่ะ

ศาลจะดู “การครอบครองทางกายภาพ” (ใครใช้ที่ดิน) เป็นหลัก ไม่ใช่แค่ “การจ่ายภาษี” (ใครจ่ายเงิน)

ความเข้าใจผิดที่ 2: “เดี๋ยวครบ 10 ปี เขาก็ได้ที่ดินไปเลยอัตโนมัติ”

ความจริง: ไม่จริงค่ะ! นี่คือข่าวดีที่สำคัญที่สุด

เมื่อครบ 10 ปี ผู้บุกรุกจะยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทันที กฎหมายกำหนดให้เขาต้องไปดำเนินการ “ยื่นคำร้องต่อศาล” เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเขาได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์

ในกระบวนการศาล ศาลจะต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องไปให้ “เจ้าของที่ดิน” (คือคุณ) เพื่อให้คุณได้ “ยื่นคำคัดค้าน” และมาต่อสู้คดีกันในศาลค่ะ

ถ้าคุณไม่คัดค้าน… นั่นแหละค่ะ คือการ “ยอมรับ” โดยสมบูรณ์

ความเข้าใจผิดที่ 3: “ถ้าเขามาอยู่ 9 ปี แล้วเราค่อยไปไล่ ก็ยังทัน”

ความจริง: ทัน… แต่เสี่ยงมากค่ะ หากคุณมั่นใจว่าการนับเวลาของคุณถูกต้อง แต่ถ้าการนับพลาดไปล่ะคะ?

ทางที่ดีคือ “ทันทีที่รู้” ต้องดำเนินการ ไม่ใช่รอจนใกล้ครบ 10 ปีค่ะ


🛡️ “กัน” ไว้ดีกว่า “แก้” – 7 วิธีปฏิบัติ ป้องกันที่ดินไม่ให้ถูกแย่งชิง

ในฐานะทนาย ดิฉันขอยืนยันว่าการ “ป้องกัน” นั้น ง่ายกว่า และประหยัดกว่าการ “ฟ้องร้อง” นับร้อยเท่านะคะ นี่คือสิ่งที่เจ้าของที่ดิน “ทุกคน” ควรทำค่ะ

1. “ไปดู” ที่ดินของคุณสม่ำเสมอ

อย่างน้อยที่สุด ปีละ 1-2 ครั้ง ควรขับรถไปดู ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าเรามาดูแล ให้คนแถวนั้นเห็นว่าเจ้าของมา

2. “ล้อมรั้ว” และ “ติดป้าย”

นี่คือการแสดงความเป็นเจ้าของที่ชัดเจนที่สุด การล้อมรั้ว (แม้จะเป็นรั้วลวดหนามง่ายๆ) และติดป้ายว่า “ที่ดินส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก” หรือ “ที่ดินมีเจ้าของ” จะทำให้การครอบครองของคนอื่นไม่ “โดยสงบ” และไม่ “โดยเปิดเผย” ในสายตาของกฎหมายค่ะ

3. ชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (และเก็บหลักฐาน)

อย่างที่บอกค่ะว่ามันไม่ช่วยหยุดการนับเวลา แต่ “ต้องทำ” เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันในศาลว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งที่ดิน

4. “เปลี่ยนผู้บุกรุกให้เป็นผู้เช่า” (กลยุทธ์ที่ดีที่สุด!)

หากคุณไปเจอคนใช้ที่ดินคุณอยู่ และเขาดูไม่เป็นพิษเป็นภัย อย่าเพิ่งไปทะเลาะค่ะ

วิธีที่ฉลาดที่สุดคือการ “เดินเข้าไปคุยดีๆ” และบอกเขาว่า

“ลุงคะ/ป้าคะ ที่ดินผืนนี้เป็นของหนู หนูเห็นลุง/ป้า มาทำประโยชน์ก็ดีใจที่ไม่รกร้าง แต่หนูขอทำความเข้าใจให้ถูกต้องนะคะ”

จากนั้น ให้เขาเซ็นเอกสาร “สัญญาเช่า” (จะคิดค่าเช่าปีละ 500 บาท หรือ 1,000 บาท ก็ได้) หรืออย่างน้อยที่สุดคือ “หนังสืออนุญาตให้อาศัย/ใช้ประโยชน์” โดยไม่คิดค่าตอบแทน

“กระดาษแผ่นเดียวนี้” จะ “ทำลาย” องค์ประกอบ “เจตนาเป็นเจ้าของ” ทันที!

เขาจะกลายเป็น “ผู้เช่า” หรือ “ผู้อาศัย” ในสายตากฎหมายทันที ต่อให้เขาอยู่ไปอีก 30 ปี เขาก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ที่ดินคุณค่ะ

5. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้านข้างเคียง

ฝากเบอร์โทรไว้กับเพื่อนบ้าน หรือ อบต. แถวนั้น “พี่คะ ถ้ามีใครแปลกๆ มายุ่งกับที่ดินหนู รบกวนโทรแจ้งหนูหน่อยนะคะ” นี่คือระบบเตือนภัยที่ดีที่สุดค่ะ

6. ทำรังวัดสอบเขตให้ชัดเจน

หากที่ดินของคุณไม่มีหมุดเขตหรือแนวเขตไม่ชัดเจน การทำรังวัดจะช่วยยืนยันขอบเขต และป้องกันการรุกล้ำจากที่ดินข้างเคียงได้

7. ปรึกษาทนายความ

หากคุณอยู่ไกล ไม่มีเวลาจัดการ หรือพบว่ามีคนบุกรุกแล้วแต่ไม่กล้าเจรจา การปรึกษาทนายความเพื่อประเมินความเสี่ยงและดำเนินการป้องกันล่วงหน้า คือการลงทุนที่คุ้มค่าค่ะ


“แก้” อย่างไร? เมื่อพบว่ามีคนบุกรุกที่ดินแล้ว

ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ “สายเกินกัน” และพบว่ามีคนบุกรุกไปแล้ว… อย่าเพิ่งตกใจค่ะ ตั้งสติและทำตามขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ห้าม! ใช้กำลังหรือรื้อถอนเอง

ใจเย็นๆ ค่ะ แม้ว่าจะเป็นที่ดินของคุณ แต่ถ้าคุณบุกเข้าไปรื้อบ้านเขา ขนของเขาออก คุณอาจกลายเป็นฝ่ายที่ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหา “บุกรุก” หรือ “ทำให้เสียทรัพย์” ได้

ขั้นตอนที่ 2: รวบรวมหลักฐานและเข้าเจรจา

เตรียมโฉนดที่ดินตัวจริง หลักฐานการเสียภาษี และไปพูดคุยกับเขาดีๆ ก่อน (ตามกลยุทธ์ข้อ 4 ข้างต้น) เพื่อเปลี่ยนสถานะเขาให้เป็นผู้เช่า ถ้าเขาไม่ยอม…

ขั้นตอนที่ 3: ส่งจดหมายโนติส (Notice)

ให้ทนายความทำหนังสือ “บอกกล่าวขับไล่” หรือ “โนติส” ส่งไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้บุกรุก จดหมายฉบับนี้คือการ “แสดงเจตนาคัดค้าน” อย่างเป็นทางการ และ “หยุด” การครอบครองโดยสงบของเขาทันที

ขั้นตอนที่ 4: ฟ้องขับไล่ (Eviction Lawsuit)

หากเขาเพิกเฉยต่อโนติส ทางเลือกสุดท้ายคือการยื่นฟ้องต่อศาลในข้อหา “ละเมิด” และ “ขับไล่” พร้อมเรียกค่าเสียหาย

การยื่นฟ้องนี้ จะ “หยุดการนับเวลา 10 ปี” ทันทีค่ะ! แม้คดีจะสู้กันยาวนาน แต่เวลาจะหยุดลง ณ วันที่คุณยื่นฟ้อง


สรุป: ที่ดินของคุณ… คุณต้องดูแล

กฎหมายการครอบครองปรปักษ์ หรือ มาตรา 1382 นั้น แม้จะดูน่ากลัว แต่ก็เป็นกฎหมายที่ยุติธรรมในตัวของมันเองค่ะ มันมีไว้เพื่อเตือนสติเจ้าของที่ดินว่า “การมีกรรมสิทธิ์ ย่อมมาพร้อมกับหน้าที่ในการดูแล”

อย่าปล่อยให้ความ “ไม่รู้”, ความ “ไม่มีเวลา”, หรือความ “เกรงใจ” ทำให้คุณต้องสูญเสียทรัพย์สินที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดายนะคะ การป้องกันที่ง่ายที่สุด (เช่น การทำสัญญาเช่า หรือการล้อมรั้ว) ใช้ต้นทุนน้อยกว่าการต่อสู้คดีในศาลหลายสิบเท่า

กลับไปสำรวจที่ดินของคุณนะคะ ลงทุนเวลาเพียงเล็กน้อยในวันนี้ เพื่อปกป้องมรดกของคุณไว้ให้ลูกหลานในวันหน้าค่ะ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่ 1: ถ้าให้ญาติพี่น้องอยู่ฟรีๆ ในที่ดินเรา โดยไม่ได้ทำสัญญา จะเสี่ยงโดนครอบครองปรปักษ์ไหมคะ?

ตอบ: เสี่ยงอย่างยิ่งค่ะ! นี่คือจุดที่เกิดคดีความในครอบครัวบ่อยที่สุด เพราะการ “อยู่โดยเกรงใจ” หรือ “อยู่โดยอ้างสิทธิ์” นั้น พิสูจน์เจตนาได้ยากมากในศาล ทางที่ดีที่สุดคือ แม้จะเป็นญาติ ก็ควรทำ “หนังสืออนุญาตให้อยู่อาศัย” หรือ “สัญญาเช่า 0 บาท” ไว้ให้ชัดเจน 1 ฉบับค่ะ เอกสารนี้จะยืนยันว่าเขาอยู่โดย “การอนุญาต” ไม่ใช่ “เจตนาเป็นเจ้าของ” ค่ะ

คำถามที่ 2: ที่ดิน น.ส. 3 ก. โดนครอบครองปรปักษ์ 10 ปี ไม่ได้ แล้วมันปลอดภัยใช่ไหมคะ?

ตอบ: ไม่ปลอดภัยค่ะ! ที่ดิน น.ส. 3 (ครุฑเขียว/ดำ) แม้ไม่โดนมาตรา 1382 (ปรปักษ์ 10 ปี) แต่จะโดนกฎหมายเรื่อง “การแย่งการครอบครอง” ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 ปี เท่านั้น! หากคุณปล่อยให้คนอื่นเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 3 ของคุณเกิน 1 ปี โดยคุณไม่ได้ขัดขวาง คุณจะเสีย “สิทธิครอบครอง” นั้นไปเลย ซึ่งอันตรายและรวดเร็วกว่ามากค่ะ

คำถามที่ 3: ได้รับหมายศาลว่ามีคนมายื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินเราแล้ว… เราจะแพ้เลยไหมคะ?

ตอบ: ยังไม่แพ้ค่ะ! นี่คือโอกาสของคุณในการ “ต่อสู้” ให้รีบนำหมายศาลและโฉนดไปพบทนายความ “ทันที” ห้ามเพิกเฉยเด็ดขาด ทนายความจะช่วยคุณ “ยื่นคำคัดค้าน” และเตรียมพยานหลักฐานเพื่อไปสู้ในศาลว่าการครอบครองของเขาไม่ครบ 5 องค์ประกอบ (เช่น คุณเคยอนุญาตเขา, เขาอยู่ไม่ถึง 10 ปี, การครอบครองไม่สงบ ฯลฯ) โอกาสชนะยังมีอยู่ ถ้าคุณสู้ค่ะ

แชร์
error: Content is protected !!