แต่งตั้งผู้จัดการมรดก ต้องทำยังไง? สรุปขั้นตอนและค่าใช้จ่าย

สรุปขั้นตอนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? รวมค่าใช้จ่ายที่ทายาทต้องเตรียม อธิบายเข้าใจง่าย อ่านจบทำได้เลย

แต่งตั้งผู้จัดการมรดก ต้องทำอย่างไร? สรุปขั้นตอน, เอกสาร และค่าใช้จ่ายทั้งหมด

“ไปเบิกเงินในบัญชีของคุณพ่อที่เสียไปไม่ได้”

“จะโอนที่ดินที่เป็นชื่อคุณแม่ แต่กรมที่ดินไม่ให้โอน”

นี่คือปัญหาคลาสสิกที่ทายาทเกือบทุกครอบครัวต้องเผชิญหลังการสูญเสียค่ะ แม้เราจะเป็นลูก ภรรยา หรือสามีตามกฎหมาย แต่เมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูก “ระงับ” การทำธุรกรรมทันที จนกว่าจะมี “คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก” ออกมา

หลายท่านอาจรู้สึกว่ากระบวนการทางศาลนั้นยุ่งยากและซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราเตรียมตัวให้พร้อม การยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก (ในกรณีที่ทายาททุกคนตกลงกันได้) ถือเป็นกระบวนการที่ตรงไปตรงมาและไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด

บทความนี้จะสรุป “ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้” เกี่ยวกับการดำเนินการ ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร, ขั้นตอนในศาล, ไปจนถึงประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อให้คุณสามารถปลดล็อกทรัพย์สินของครอบครัว และจัดการทุกอย่างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ


🧐 ทำไมถึงต้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดก?

ก่อนจะไปดูขั้นตอน เราต้องเข้าใจ “หัวใจ” ของเรื่องนี้ก่อนค่ะ

เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวิต ทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของเขาจะรวมกันเรียกว่า “กองมรดก” ซึ่งในทางกฎหมาย กองมรดกนี้ต้องมี “ตัวแทน” ที่ถูกต้องตามกฎหมายในการจัดการ

สถาบันการเงิน (ธนาคาร) และหน่วยงานราชการ (กรมที่ดิน, กรมการขนส่ง) ไม่สามารถทราบได้เลยว่า

  1. ผู้ตายมีทายาทที่แท้จริงกี่คน?
  2. ทายาททุกคนตกลงกันได้หรือไม่?
  3. ผู้ตายมีเจ้าหนี้ที่ต้องชำระหนี้ก่อนหรือไม่?

หากธนาคารอนุญาตให้ “ลูกคนโต” เบิกเงินไป แล้วภายหลัง “ลูกคนเล็ก” หรือ “ภรรยาอีกคน” มาโต้แย้ง ธนาคารจะมีความรับผิดทางกฎหมายทันที

ดังนั้น “คำสั่งศาล” จึงเป็นเอกสารศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ที่หน่วยงานเหล่านี้ใช้ยืนยันว่า “บุคคลที่มีชื่อในคำสั่ง” คือผู้มีอำนาจจัดการกองมรดกนี้แต่เพียงผู้เดียว พวกเขาจึงกล้าที่จะดำเนินการให้

ถ้าไม่ตั้งผู้จัดการมรดก จะเกิดอะไรขึ้น?

  • เบิกเงินไม่ได้: บัญชีธนาคาร, กองทุน, หุ้น จะถูกอายัด
  • โอนที่ดิน/บ้าน/คอนโดไม่ได้: กรมที่ดินไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ทายาทได้
  • โอนรถยนต์ไม่ได้: กรมการขนส่งไม่สามารถโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถได้
  • จัดการหนี้สินไม่ได้: ไม่สามารถเจรจากับเจ้าหนี้ในนามกองมรดกได้
  • รับเงินประกันไม่ได้: บริษัทประกันมักร้องขอคำสั่งศาลเพื่อจ่ายสินไหมมรณกรรม

🗂️ Check List: เอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง?

การเตรียมเอกสารคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หากเอกสารครบถ้วน กระบวนการในศาลจะรวดเร็วมากค่ะ เราสามารถแบ่งเอกสารที่ต้องใช้ได้เป็น 5 หมวดหลัก ดังนี้

หมวดที่ 1: เอกสารเกี่ยวกับผู้ตาย (เจ้ามรดก)

  • ใบมรณบัตร: เอกสารสำคัญที่สุดที่ยืนยันการเสียชีวิต
  • บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง): หรือสำเนาที่ชัดเจน
  • ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง): ฉบับที่ประทับตรา “ตาย”
  • ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี): ทุกใบที่มีการเปลี่ยนแปลง

หมวดที่ 2: เอกสารของผู้ร้อง (ผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก)

  • บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง)
  • ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง)
  • ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)

หมวดที่ 3: เอกสารแสดงความสัมพันธ์ระหว่างทายาท

เอกสารกลุ่มนี้ใช้เพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าใครเป็นทายาทที่มีสิทธิ์บ้าง

  • ทะเบียนสมรส (กรณีคู่สมรสเป็นผู้ร้อง/ทายาท): หากเป็นคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน จะไม่มีสิทธิ์ในฐานะทายาทโดยธรรมนะคะ
  • สูติบัตรของบุตร (กรณีบุตรเป็นผู้ร้อง/ทายาท): เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-แม่-ลูก
  • ใบทะเบียนรับรองบุตร (กรณีบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรอง):
  • ทะเบียนบ้านของผู้ตายและทายาท: ที่แสดงความสัมพันธ์หรือการอยู่อาศัยร่วมกัน

หมวดที่ 4: เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินมรดก

ไม่จำเป็นต้องมี “ทุกอย่าง” แต่ควรมีตัวอย่างทรัพย์สินเพื่อแสดงต่อศาลว่ามีเหตุจำเป็นต้องจัดการ

  • โฉนดที่ดิน หรือ น.ส. 3 ก.: (สำเนา)
  • สมุดบัญชีธนาคาร: (สำเนาหน้าแรก)
  • สมุดทะเบียนรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์: (สำเนา)
  • ใบหุ้น หรือเอกสารเกี่ยวกับกองทุน: (ถ้ามี)

หมวดที่ 5: เอกสารสำคัญจากทายาทคนอื่น (สำคัญมาก)

นี่คือ “หัวใจ” ที่จะทำให้คดีของคุณง่ายหรือยากค่ะ

  • หนังสือให้ความยินยอม (Dissent Letter): คือเอกสารที่ทายาทลำดับเดียวกับผู้ร้อง และทายาทลำดับที่ใกล้ชิดกว่า เซ็นยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว
  • สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านของทายาททุกคน: ที่ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

กรณีคดีไม่มีผู้คัดค้าน (Uncontested Case)

หากคุณสามารถรวบรวม “หนังสือให้ความยินยอม” จากทายาทผู้มีสิทธิ์ทุกคนได้ครบ คดีของคุณจะกลายเป็นคดีไม่มีผู้คัดค้าน ซึ่งศาลจะไต่สวนเพียงฝ่ายเดียวและเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วค่ะ

บัญชีเครือญาติ: ทนายความจะเป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้ โดยสรุปจากเอกสารในหมวดที่ 3 เพื่อแสดงให้ศาลเห็น “แผนผังครอบครัว” ว่าผู้ตายมีทายาทกี่ลำดับชั้น และใครบ้าง


📝 สรุป 5 ขั้นตอนหลักในการยื่นคำร้องต่อศาล

เมื่อเอกสารครบแล้ว กระบวนการในศาล (สำหรับคดีไม่มีผู้คัดค้าน) จะมีขั้นตอนดังนี้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมและยื่นคำร้อง

ทนายความจะนำเอกสารทั้งหมดมาเรียบเรียงเป็น “คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก” โดยบรรยายเหตุผลความจำเป็น, รายชื่อทายาท, และบัญชีทรัพย์สินโดยย่อ คำร้องนี้จะถูกยื่นต่อ ศาลเยาวชนและครอบครัว หรือ ศาลจังหวัด ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนา (ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน) ในขณะที่เสียชีวิต

ขั้นตอนที่ 2: ศาลกำหนดวันนัดไต่สวน

เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ศาลจะกำหนด “วันนัดไต่สวนคำร้อง” ซึ่งมักจะห่างจากวันที่ยื่นประมาณ 1.5 – 2 เดือน

ขั้นตอนที่ 3: การประกาศหนังสือพิมพ์

ศาลจะสั่งให้ผู้ร้องนำ “คำสั่งนัดไต่สวน” ไปลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย 1 ฉบับ (หรือบางศาลอาจให้ประกาศทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์) เพื่อเป็นการประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นๆ (เช่น เจ้าหนี้ หรือทายาทที่อาจตกหล่น) ทราบ และเปิดโอกาสให้พวกเขายื่นคัดค้านได้หากต้องการ นี่เป็นขั้นตอนบังคับตามกฎหมายค่ะ

ขั้นตอนที่ 4: วันไต่สวนคำร้อง (วันสำคัญ)

นี่คือวันที่คุณ (ผู้ร้อง) จะต้องไปศาลพร้อมทนายความค่ะ

  • การไต่สวน (คดีไม่มีผู้คัดค้าน): จะใช้เวลาไม่นาน (ประมาณ 15-30 นาที) ทนายความจะเป็นผู้ซักถามคุณต่อหน้าศาล โดยใช้คำถามนำเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง เช่น “ท่านคือบุตรของผู้ตายใช่หรือไม่?”, “ทายาทคนอื่นได้ให้ความยินยอมแล้วใช่หรือไม่?”, “ท่านมีคุณสมบัติต้องห้ามหรือไม่?”
  • การมีคำสั่ง: เมื่อศาลไต่สวนเสร็จสิ้นและไม่เห็นข้อขัดข้อง ศาลมักจะมี “คำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก” ในวันนั้นเลย

ขั้นตอนที่ 5: การขอรับคำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

หลังจากศาลมีคำสั่งแล้ว กระบวนการยังไม่จบทันทีค่ะ

  • รอคดีถึงที่สุด: ต้องรออีก 30 วัน นับจากวันที่ศาลมีคำสั่ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครมายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้น
  • ขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด: เมื่อครบ 30 วัน ทนายความจะยื่นเรื่องขอคัดถ่าย “คำสั่งศาล” (ที่มีตราครุฑ) และเอกสารสำคัญที่สุดคือ “หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด”
  • นำไปใช้งาน: คุณจะต้องใช้เอกสาร 2 ฉบับนี้คู่กัน ไปยื่นต่อธนาคาร, กรมที่ดิน หรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อทำธุรกรรมต่อไป

สรุปไทม์ไลน์ (คดีไม่มีผู้คัดค้าน): โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 2 – 3 เดือน ตั้งแต่วันยื่นคำร้อง จนถึงวันที่ได้รับหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดค่ะ


💰 เปิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องรู้ (ประมาณการ)

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ สามารถแบ่งได้ชัดเจน 3 ส่วน ดังนี้ค่ะ

1. ค่าธรรมเนียมศาล (จ่ายให้ศาล)

นี่คือค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดเจน

  • ค่าขึ้นศาล (คดีไม่มีผู้คัดค้าน): 200 บาท
  • ค่าประกาศนัดไต่สวน (ติดหน้าศาล): ประมาณ 20 – 100 บาท (ขึ้นอยู่กับศาล)
  • ค่าคัดถ่ายเอกสารและรับรอง: ประมาณ 50-100 บาท ต่อชุด
  • รวมประมาณ: ไม่เกิน 500 บาท

2. ค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่นๆ

  • ค่าประกาศหนังสือพิมพ์: ประมาณ 500 – 1,000 บาท (แล้วแต่สำนักพิมพ์)
  • ค่าเดินทาง: (กรณีต้องไปศาลต่างจังหวัด)

3. ค่าบริการทนายความ

นี่คือส่วนที่แปรผันตามความยากง่ายของคดี และประสบการณ์ของทนายความค่ะ

  • คดีไม่มีผู้คัดค้าน (ทายาทตกลงกันได้): อัตราค่าบริการมักจะเป็นแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมการร่างคำร้อง, ดำเนินการประกาศ, ไปศาลในวันนัด, และติดตามคดีจนได้หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของทรัพย์สินและทายาท)
  • คดีมีผู้คัดค้าน (ทายาททะเลาะกัน): หากมีการยื่นคดีเข้ามา คดีจะกลายเป็น “คดีมีข้อพิพาท” ซึ่งซับซ้อนมาก ต้องมีการสืบพยานสู้คดีกันเต็มรูปแบบ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าคดีไม่มีผู้คัดค้าน

ดังนั้น การตกลงกันในหมู่ทายาทและเตรียม “หนังสือให้ความยินยอม” ให้ครบ จึงเป็นวิธีที่ประหยัดทั้งเงินและเวลาได้ดีที่สุดค่ะ


💡 สรุปสาระสำคัญ ทำไมการดำเนินการให้ถูกต้องจึงสำคัญ?

การยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ไม่ใช่แค่การทำตามขั้นตอนราชการ แต่คือ “การวางรากฐาน” ที่ถูกต้องให้กับการจัดการทรัพย์สินของครอบครัว

  1. สร้างอำนาจที่ถูกต้อง (Legitimacy): เป็นวิธีเดียวที่กฎหมายรับรองให้คุณมีอำนาจในการปลดล็อกทรัพย์สิน
  2. ป้องกันความขัดแย้ง (Conflict Prevention): กระบวนการศาลที่ให้ทายาททุกคนต้อง “ยินยอม” เป็นการบังคับให้ทุกคนต้องพูดคุยตกลงกันตั้งแต่เนิ่นๆ ลดปัญหาการฟ้องร้องแย่งมรดกกันในภายหลัง
  3. ความรวดเร็ว (Efficiency): แม้จะดูใช้เวลา 2-3 เดือน แต่การมีคำสั่งศาลจะช่วยให้การโอนทรัพย์สินที่ธนาคารหรือกรมที่ดิน “จบในวันเดียว” ซึ่งดีกว่าการปล่อยให้ทรัพย์สินค้างคาเป็นปีๆ ค่ะ

🙋‍♀️ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ไม่จ้างทนายความ สามารถยื่นเรื่องเองได้ไหมคะ?

A: ตามกฎหมาย “ทำได้ค่ะ” คุณสามารถไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อร่างคำร้องได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจมีความซับซ้อนเรื่องการเตรียมเอกสาร การร่างบัญชีเครือญาติ และการปฏิบัติตามขั้นตอนศาล (เช่น การประกาศหนังสือพิมพ์, การขอคัดถ่าย) การใช้บริการทนายความจึงมักจะช่วยให้กระบวนการ “ถูกต้อง” และ “รวดเร็ว” กว่า ลดความผิดพลาดที่อาจทำให้เรื่องล่าช้าค่ะ

Q2: ถ้าทายาทบางคนอยู่ต่างประเทศ หรือติดต่อไม่ได้เลย ทำอย่างไรคะ?

A: นี่คือกรณีที่ซับซ้อนขึ้นค่ะ หากทายาทไม่สามารถเซ็นยินยอมได้ (เช่น ติดต่อไม่ได้ หรือไม่ยอมเซ็น) คดีจะไม่สามารถทำเป็น “คดีไม่มีผู้คัดค้าน” ได้ ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องโดยระบุเหตุผล และศาลจะต้องส่งหมายเรียกไปยังทายาทเหล่านั้น (ซึ่งอาจใช้เวลานานมากหากอยู่ต่างประเทศ) หรือถ้าติดต่อไม่ได้จริงๆ อาจต้องประกาศทางหนังสือพิมพ์แทน ซึ่งทนายความจะสามารถให้คำแนะนำในกระบวนการเหล่านี้ได้ค่ะ

Q3: ผู้จัดการมรดก มีสิทธิ์ยักยอกมรดกเป็นของตัวเองคนเดียวหรือไม่?

A: ผู้จัดการมรดก “ไม่มีสิทธิ์” ได้มรดกมากกว่าทายาทคนอื่น และ “ไม่มีสิทธิ์” โอนทุกอย่างเป็นของตัวเองค่ะ หน้าที่ของตำแหน่งนี้คือ “คนกลาง” ที่ต้องรวบรวมและแบ่งปันให้ทายาทตามสิทธิ์ หากผู้จัดการมรดกแอบโอนทรัพย์สินไปเป็นของตนเองคนเดียว ทายาทคนอื่นสามารถฟ้องร้อง “ถอดถอน” และฟ้อง “คดียักยอกทรัพย์มรดก” ซึ่งเป็นคดีอาญาที่ร้ายแรงได้ทันทีค่ะ

แชร์
error: Content is protected !!